แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคจอประสาทตาเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคจอประสาทตาเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

บิม100 อาหารเสริมน้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444



**บิม100 อาหารเสริมน้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/473

โทร.  094-709-4444  ,  088-826-4444

ไลน์  :  @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร โรคจอ

ประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง


โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร



โรคจอประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง



สาเหตุ ของโรคจอประสาทตาเสื่อม

มีหลายภาวะที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or Pathologic Myopia) หรือโรคติดเชื้อบางชนิด แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macular degeneration)  ได้แก่

-อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

-พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี

-เชื้อชาติ/ เพศ พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี

-บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน

-ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูง และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)

-วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

บิม100 ภาวะวุ้นตาเสื่อมที่อาจนำไปสู่การตาบอดได้ โทร 088 826 4444



**บิม100 ภาวะวุ้นตาเสื่อมที่อาจนำไปสู่การตาบอดได้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/473

โทร.  094-709-4444  ,  088-826-4444

ไลน์  :  @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร โรคจอ

ประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง


โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร



โรคจอประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง



สาเหตุ ของโรคจอประสาทตาเสื่อม

มีหลายภาวะที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or Pathologic Myopia) หรือโรคติดเชื้อบางชนิด แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macular degeneration)  ได้แก่

-อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

-พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี

-เชื้อชาติ/ เพศ พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี

-บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน

-ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูง และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)

-วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

bim100 สาเหตุภาวะวุ้นตาเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444





**bim100 สาเหตุภาวะวุ้นตาเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/473

โทร.  094-709-4444  ,  088-826-4444

ไลน์  :  @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร โรคจอ

ประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง


โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร



โรคจอประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง



สาเหตุ ของโรคจอประสาทตาเสื่อม

มีหลายภาวะที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or Pathologic Myopia) หรือโรคติดเชื้อบางชนิด แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macular degeneration)  ได้แก่

-อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

-พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี

-เชื้อชาติ/ เพศ พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี

-บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน

-ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูง และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)

-วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

BIM100 วิธีดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444




**BIM100 วิธีดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/473

โทร.  094-709-4444  ,  088-826-4444

ไลน์  :  @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร โรคจอ

ประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง


โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร



โรคจอประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง



สาเหตุ ของโรคจอประสาทตาเสื่อม

มีหลายภาวะที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or Pathologic Myopia) หรือโรคติดเชื้อบางชนิด แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macular degeneration)  ได้แก่

-อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

-พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี

-เชื้อชาติ/ เพศ พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี

-บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน

-ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูง และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)

-วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560

บิม100 สร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 088 82...





บิม100 สร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





โรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration)



เป็นโรคร้ายทางดวงตาพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุ สูญเสีย การมองเห็นอย่างถาวร


โรคจอประสาทตาเสื่อมมีอาการอย่างไร?

มองภาพตรงกลางไม่ชัดเจน มีอาการพร่ามัวมองไม่ชัดเจน หรืออาจะมองเห็นภาพบิดเบี้ยวตรงกลางภาพ



สาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม



- มีหลายสาเหตุที่พบว่าทำให้เกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้ อย่างเช่น ผู้ที่มีอาการสายตาสั้นมากๆ หรือเกิดจากการติดเชื้อบางอย่าง แต่สาเหตุหลักๆมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุของผู้ป่วยเป็นหลัก

- ส่วนสาเหตุอีกอย่างนึงสำหรับโรคนี้คือ กลุ่มคนที่ สูบบุหรี่เป็นประจำ ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองโดยไม่ได้รับประทานฮอร์โมนทดแทน








โรคจอประสาทตาเสื่อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้



1. แบบแห้ง (Dry AMD) พบมากที่สุด เกิดขึ้นจากการเสื่อมสลายและบางลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอประสาทตา (Macula) จะทำให้การมองเห็นค่อย ๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้า ๆ



2. แบบเปียก (Wet AMD) พบปประมาณ 10-15% จากโรคจอประสาทตาเสื่อมของทั้งหมด มีลักษณะการสูญเสียที่รวดเร็ว เป็นสาเหตุอันทำให้เกิดโรคตาบอดตามมา จอประสาทตาเสื่อมนั้นเกิดจากการที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตาร่วมถึงผนังชั้นพี่เลี้ยงมีการรั่วซึมของเลือดและสารเหลวจากเส้นเลือดเหล่านี้ ทำให้จุดศูนย์กลางรับภาพบวม ซึ่งผู้ป่วยจะมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยวและตาอาจจะบอดลงในที่สุดเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย



การรักษาจอประสาทตา

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้การดูแลรักษาหรือหาผลิตภัณฑ์เสริมบำรุงดวงตาเพื่อหยุดหรือชะลอการดำเนินโรคให้จอประสาทตามีการเสื่อมเสียช้าที่สุด



แนวทางการป้องกัน

- งดสูบบุหรี่

- ตรวจเช็คสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม

- เลือกกินอาหารที่มีสารต้าน อนุมูลอิสระ (antioxidant) ได้แก่ ผักผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลดวงตาโดยเฉพาะ ขนาดของสารทดแทนที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน คือ

-วิตามิน C 500 mg

-วิตามิน E 400 IU

-Beta carotene 15 mg (ประมาณ 25,000 IU)

-Zinc 80 mg ของ Zinc oxide Copper 2 mg ของ Copper oxide(เนื่องจากคนที่รับประทาน Zinc ในขนาดสูง จะมีการขาด Copper ได้)

สาเหตุโรคจอประสาทตาเสื่อม แนวทางดูแลสุขภาพ BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร โทร ...





สาเหตุโรคจอประสาทตาเสื่อม แนวทางดูแลสุขภาพ BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





จอประสาทตาเสื่อม โรคยอดฮิตของสังคมยุคปัจจุบัน





ทุกวันนี้ โทรศัพท์มือถือ เปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ของคนเราเลยทีเดียว เราต่างเห็นคนก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์มือถือ จนเป็นภาพที่ชินตาไปแล้ว หรือแม้กระทั่งการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ของคนวัยเรียนและวัยทำงาน ที่ทำงานจนลืมเวลา ไม่ละสายตาไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ คนกลุ่มนี้มักมีอาการตาแห้ง ปวดตา มึนหัว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร



จอประสาทตาเสื่อม คืออะไร?

โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเวลากี่โมง  หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวไปจากเดิม

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

ส่วนมาก โรคนี้มักพบในคนสูงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบัน แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เป็นตัวเร่งให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ยัง มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม เช่น อายุ การสูบบุหรี่ ม่านตาสีอ่อน (light iris coloration) แสงแดด การกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และกรรมพันธุ์ เป็นต้น












วิธีดูแลสุขภาพดวงตา

ควรมีระยะห่างระหว่างคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน กับสายตาเรา ประมาณ 50 เซนติเมตร

ไม่ควรให้แสงปะทะเข้าดวงตาโดยตรง

ปรับแสงคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนให้รู้สึกสบายตา

พักและบริหารดวงตาทุกๆ 30 นาที โดยสามารถบริหารกล้ามเนื้อตาง่าย ๆ ด้วยการ กลอกตาขึ้นสุด - ลงสุดอย่างช้า ๆ แล้วให้กลอกตาไปข้างขวาสุดและซ้ายสุดช้าๆ

รับประทานสารอาหารกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา

อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ และสังกะสี

โอเมก้า-3 พบมากในปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาทูน่า ซาร์ดีน แซลมอน ซึ่งไขมันดีอย่างโอเมก้า-3 ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

อาการโรคจอประสาทตาเสื่อม BIM100 ดูแลสุขภาพให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โ...





อาการโรคจอประสาทตาเสื่อม BIM100 ดูแลสุขภาพให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





โรค Computer Vision Syndrome หรือ ซีวีเอส กลายเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลไปแล้ว ดังนั้น เราจึงควรหันมาสังเกตดวงตาของเราว่ามีความผิดปกติจากสัญญาณเตือนดวงตาเสื่อมกัน



มีอาการแสบตา เคืองตา คันตา



โดยปกติคนเราจะต้องกระพริบตาอยู่ตลอดเวลา โดยมีอัตราการกระพริบตาประมาณ 20 ครั้งต่อนาที เพื่อเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่ว แต่หากจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เรากระพริบตาลดลงกว่า 60% ทำให้ผิวตาแห้ง แสบตา เคืองตา คันตา หากเป็นมากจะเกิดอาการตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดเบ้าตา มีอาการอ่อนล้าทางประสาทตาได้



ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน



มักเกิดกับคนที่ใช้สายตาจ้องมองหน้าจอเป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกันโดยเฉลี่ยมากกว่า 3.5 ชั่วโมงขึ้นไป การเพ่งมากจนกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ทำให้ในเริ่มแรกอาจมีอาการคล้ายคนสายตาสั้น ต้องจองมองใกล้ ๆ ต่อมาจะรู้สึกตาพร่ามัว มองเห็นเป็นภาพซ้อน แต่อาการจะดีขึ้นหากได้พักสายตา







เมื่อยตา ตากระตุก



เมื่อดวงตาต้องเพ่งหรือจับจ้องอยู่กับหน้าจอที่มีแสงจ้าหรือแสงสะท้อนเป็นเวลานาน ๆ หรือการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในห้องที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งตัวจนผิดปกติ อาการเริ่มต้นอาจมีแค่การกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อตาไม่มาก ทำให้กระพริบตาถี่ขึ้นกว่าปกติ หากเป็นมากขึ้นกล้ามเนื้อหนังตาจะเกร็งจนต้องกระพริบตาแรง ๆ



ปวดกระบอกตา การใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ในการจ้องและเพ่งหน้าจอเกินกว่า 6 ชั่วโมง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา โดยจะมีอาการปวดบริเวณระหว่างหัวคิ้ว ไปจนถึงศีรษะ หากยังคงใช้สายตาจ้องมองต่อไป จะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ตามัว วิงเวียน และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้



สัญญาณเตือนต่าง ๆ ของดวงตา อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้ในระยะยาวเสี่ยงต่อโรคดวงตาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก และต้อหินได้ ซึ่งจะส่งผลให้ตาบอดเมื่อสูงอายุได้ ดังนั้น เราจึงควรหันมาให้ความใส่ใจดวงตาของเราตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอย่าจ้องมองหน้าจออุปกรณ์เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน



ควรพักสายตาทุก ๆ 15-20 นาที และปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม ไม่จ้าจนเกินไป อาจจะเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงที่หน้าจอเพื่อลดแสงจ้าที่สะท้อนสู่ดวงตา ไม่ควรใช้สมาร์ทโฟนในห้องนอนที่มืดหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ควรเว้นระยะห่างของหน้าจอและสายตาให้เหมาะสมโดยประมาณ 20-30 ซม. และควรวางหน้าจอในมุมที่พอดีกับหน้า อย่าวางหน้าจอต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป



หลีกเลี่ยงการนอนเล่นสมาร์ทโฟนบนเตียง ที่สำคัญ หนุ่มสาวยุคดิจิทัล ไม่ควรติดแชท ติดเกมบนมือถือจนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะยังเป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลต่อสุขภาพตาเสื่อมอีกด้วย หากพบความผิดปกติของดวงตา ควรรีบไปปรึกษาจักษุแพทย์โดยทันที

อาหารเสริมสมุนไพร BIM100 อาการโรคจอประสาทตาเสื่อม วิธีดูแลสุขภาพ โทร 088...




อาหารเสริมสมุนไพร BIM100 อาการโรคจอประสาทตาเสื่อม วิธีดูแลสุขภาพ 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife




โรคจอประสาทตาเสื่อม(Age-related Macular Degeneration)



เป็นโรคร้ายทางดวงตาพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุ สูญเสีย การมองเห็นอย่างถาวร


โรคจอประสาทตาเสื่อมมีอาการอย่างไร?

มองภาพตรงกลางไม่ชัดเจน มีอาการพร่ามัวมองไม่ชัดเจน หรืออาจะมองเห็นภาพบิดเบี้ยวตรงกลางภาพ



สาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม



- มีหลายสาเหตุที่พบว่าทำให้เกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้ อย่างเช่น ผู้ที่มีอาการสายตาสั้นมากๆ หรือเกิดจากการติดเชื้อบางอย่าง แต่สาเหตุหลักๆมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุของผู้ป่วยเป็นหลัก

- ส่วนสาเหตุอีกอย่างนึงสำหรับโรคนี้คือ กลุ่มคนที่ สูบบุหรี่เป็นประจำ ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองโดยไม่ได้รับประทานฮอร์โมนทดแทน










โรคจอประสาทตาเสื่อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้



1. แบบแห้ง (Dry AMD) พบมากที่สุด เกิดขึ้นจากการเสื่อมสลายและบางลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอประสาทตา (Macula) จะทำให้การมองเห็นค่อย ๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้า ๆ



2. แบบเปียก (Wet AMD) พบปประมาณ 10-15% จากโรคจอประสาทตาเสื่อมของทั้งหมด มีลักษณะการสูญเสียที่รวดเร็ว เป็นสาเหตุอันทำให้เกิดโรคตาบอดตามมา จอประสาทตาเสื่อมนั้นเกิดจากการที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตาร่วมถึงผนังชั้นพี่เลี้ยงมีการรั่วซึมของเลือดและสารเหลวจากเส้นเลือดเหล่านี้ ทำให้จุดศูนย์กลางรับภาพบวม ซึ่งผู้ป่วยจะมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยวและตาอาจจะบอดลงในที่สุดเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย



การรักษาจอประสาทตา

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้การดูแลรักษาหรือหาผลิตภัณฑ์เสริมบำรุงดวงตาเพื่อหยุดหรือชะลอการดำเนินโรคให้จอประสาทตามีการเสื่อมเสียช้าที่สุด



แนวทางการป้องกัน

- งดสูบบุหรี่

- ตรวจเช็คสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม

- เลือกกินอาหารที่มีสารต้าน อนุมูลอิสระ (antioxidant) ได้แก่ ผักผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลดวงตาโดยเฉพาะ ขนาดของสารทดแทนที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน คือ

-วิตามิน C 500 mg

-วิตามิน E 400 IU

-Beta carotene 15 mg (ประมาณ 25,000 IU)

-Zinc 80 mg ของ Zinc oxide Copper 2 mg ของ Copper oxide(เนื่องจากคนที่รับประทาน Zinc ในขนาดสูง จะมีการขาด Copper ได้)

BIM100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444





BIM100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นตรงจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ส่วนใหญ่จะพบมากในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือในพันธุกรรม จอประสาทตาเป็นส่วนที่อยู่บริเวณหลังสุดของตา เมื่อใช้สายตามองไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสงที่กระทบสิ่งของจะส่งผ่านเข้าไปในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง ซึ่งบริเวณจอประสาทตาจะมีส่วนที่ไวที่สุดของจอประสาทตาคือ แมคูลา ลูเตีย ที่ประกอบไปด้วยเซลล์รับแสงนับล้าน ที่ช่วยในการมองภาพได้คมชัดยิ่งขึ้น



แต่ในผู้ที่เป็นจอประสาทตาเสื่อม จะโดนทำลายตัวแมคูลา ลูเตียไปทีละน้อย จะค่อย ๆ ลุกลามอย่างช้า ๆ จนอาจจะมีผลทำให้ตาบอดไปในที่สุด ทั้งนี้อาจจะบอดแค่ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โรคนี้มักเป็นสาเหตุหลักของการตาบอดในผู้สูงอายุ


โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้จะเกิดการสลายตัวของเซลล์ไวแสง ที่จะมีการเสื่อมสลาย หรือบางลงของจุดรับภาพ ซึ่งจะเป็นการเสื่อมไปตามอายุ ความสามารถในการมองเห็นก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ








จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่มีปัญหาเรื่องของการเกิดความเสียหายที่รวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอด ซึ่งเกิดจากมีเส้นเลือดงอกออกมาอยู่ใต้จอประสาทตาแบบผิดปกติ ทำให้จุดกลางรับภาพเกิดการบวมจึงเป็นเหตุทำให้มองภาพเห็นเป็นภาพที่บิดเบี้ยว จนภาพที่เห็นจะมืดลงและดับไปในที่สุด



ความเสี่ยงที่ก่อเกิดจอประสาทตาเสื่อม

ปัจจัยหลัก ๆ จะอยู่ที่อายุที่มากขึ้น มักพบผู้ป่วยโรคนี้มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่

การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างเห็นได้ชัด

ความดันสูง มักพบโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของคลอเรสเตอร์รอลในเลือดสูง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นที่เร็วกว่าผู้ป่วยรายอื่น ๆ

การเผชิญกับแดดมากจนเกินไป หรือการออกแดดในเวลาที่แดดร้อนจัดโดยไม่มีการใส่แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานป้องกัน

อาจจะเกิดจากพันธุกรรม โดยจะมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคสายตรงไปสู่ญาติพี่น้อง ดังนั้นคนในครอบครัวของผู้ที่เป็นควรจะต้องไปตรวจเช็คสายตาทุก 2 ปี

โรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย และมักจะเกิดกับคนผิวขาวโดยส่วนใหญ่

ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมนก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมเช่นกัน

BIM100 รู้ทันโรคตาเสื่อม ดูแลสุขภาพก่อนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น โทร 0...






BIM100 รู้ทันโรคตาเสื่อม ดูแลสุขภาพก่อนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







สาเหตุของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม



ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่



1. อายุ สามารถพบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป

2. พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี

3. เชื้อชาติและเพศ พบโรคนี้ได้มากในคนต่างชาติ ยุโรป, อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

4. การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

5. ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตและมีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

    ระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)

6. วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูง

    ในการเป็นโรคนี้



ชนิดของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม



1. แบบแห้ง (Dry AMD)

         

     เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular)

จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง คือ การมองเห็นภาพเบลอ

ทำให้มองเห็นหน้าคนไม่ชัดเจน เป็นผลให้จำหน้าบุคคลไม่ได้ หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือ

ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง

และเป็นไปอย่างช้าๆ







2. แบบเปียก (Wet AMD)



    พบประมาณ 10 - 15 % ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเป็นสาเหตุ

สำคัญของอาการตาบอดในโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา

ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพ

ตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลาง

จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก คือ เริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็น

จุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ

         

     ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม สามารถสังเกตความผิดปกติ

ด้วยตัวเองได้ โดยการใช้แผ่นทดสอบ "แอมส์เลอร์กริด" (Amsler Grid) โดยไม่ต้องถอดแว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ที่

ใส่อยู่ออก  โดยนำแผ่นทดสอบไปติดบนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอในระดับสายตา ยืนห่างจากแผ่นภาพประมาณ 14 นิ้ว

ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้แล้วมองที่จุดสีดำตรงกลางแผ่นทดสอบด้วยตาข้างที่เปิดอยู่ ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับตาอีกข้าง หาก

มองเห็นลายเส้นตรงบนแผ่นทดสอบ มีลักษณะเป็นคลื่น หงิกงอ ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากที่มองเห็น

ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ จักษุแพทย์จะทำการตรวจโดยใช้กล้อง Slit Lamp Biomicroscope และตรวจ

พิเศษด้วยการฉีดสีเพื่อถ่ายภาพจอประสาทตา หรือเข้าเครื่องตรวจวิเคราะห์ภาพตัดขวางจอประสาทตา เพื่อดูลักษณะและ

ขอบเขตความผิดปกติที่เกิดขึ้น



การป้องกัน



1. ควรสวมแว่นตากันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสียูวีและหมวกปีกกว้างเวลาที่ออกมาเผชิญกับแสงแดด

2. รับประทานผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีส่วนประกอบของลูทีน (Lutein) เช่น ผักในตระกูลคะน้า หัวผักกาด

    ผักขม บล๊อคโคลี่ เป็นต้น

3. งดการสูบบุหรี่

4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูง

BIM100 อาการโรคตาเสื่อม ของผู้ใช้สมาร์ทโฟน โทร 094 709 4444







BIM100 อาการโรคตาเสื่อม ของผู้ใช้สมาร์ทโฟน

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





สาเหตุของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม



ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่



1. อายุ สามารถพบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป

2. พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี

3. เชื้อชาติและเพศ พบโรคนี้ได้มากในคนต่างชาติ ยุโรป, อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

4. การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

5. ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตและมีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

    ระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)

6. วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูง

    ในการเป็นโรคนี้



ชนิดของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม



1. แบบแห้ง (Dry AMD)

         

     เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular)

จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง คือ การมองเห็นภาพเบลอ

ทำให้มองเห็นหน้าคนไม่ชัดเจน เป็นผลให้จำหน้าบุคคลไม่ได้ หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือ

ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง

และเป็นไปอย่างช้าๆ








2. แบบเปียก (Wet AMD)



    พบประมาณ 10 - 15 % ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเป็นสาเหตุ

สำคัญของอาการตาบอดในโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา

ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพ

ตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลาง

จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก คือ เริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็น

จุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ

         

     ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม สามารถสังเกตความผิดปกติ

ด้วยตัวเองได้ โดยการใช้แผ่นทดสอบ "แอมส์เลอร์กริด" (Amsler Grid) โดยไม่ต้องถอดแว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ที่

ใส่อยู่ออก  โดยนำแผ่นทดสอบไปติดบนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอในระดับสายตา ยืนห่างจากแผ่นภาพประมาณ 14 นิ้ว

ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้แล้วมองที่จุดสีดำตรงกลางแผ่นทดสอบด้วยตาข้างที่เปิดอยู่ ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับตาอีกข้าง หาก

มองเห็นลายเส้นตรงบนแผ่นทดสอบ มีลักษณะเป็นคลื่น หงิกงอ ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากที่มองเห็น

ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ จักษุแพทย์จะทำการตรวจโดยใช้กล้อง Slit Lamp Biomicroscope และตรวจ

พิเศษด้วยการฉีดสีเพื่อถ่ายภาพจอประสาทตา หรือเข้าเครื่องตรวจวิเคราะห์ภาพตัดขวางจอประสาทตา เพื่อดูลักษณะและ

ขอบเขตความผิดปกติที่เกิดขึ้น



การป้องกัน



1. ควรสวมแว่นตากันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสียูวีและหมวกปีกกว้างเวลาที่ออกมาเผชิญกับแสงแดด

2. รับประทานผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีส่วนประกอบของลูทีน (Lutein) เช่น ผักในตระกูลคะน้า หัวผักกาด

    ผักขม บล๊อคโคลี่ เป็นต้น

3. งดการสูบบุหรี่

4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูง


BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444




BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นตรงจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ส่วนใหญ่จะพบมากในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือในพันธุกรรม จอประสาทตาเป็นส่วนที่อยู่บริเวณหลังสุดของตา เมื่อใช้สายตามองไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสงที่กระทบสิ่งของจะส่งผ่านเข้าไปในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง ซึ่งบริเวณจอประสาทตาจะมีส่วนที่ไวที่สุดของจอประสาทตาคือ แมคูลา ลูเตีย ที่ประกอบไปด้วยเซลล์รับแสงนับล้าน ที่ช่วยในการมองภาพได้คมชัดยิ่งขึ้น



แต่ในผู้ที่เป็นจอประสาทตาเสื่อม จะโดนทำลายตัวแมคูลา ลูเตียไปทีละน้อย จะค่อย ๆ ลุกลามอย่างช้า ๆ จนอาจจะมีผลทำให้ตาบอดไปในที่สุด ทั้งนี้อาจจะบอดแค่ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โรคนี้มักเป็นสาเหตุหลักของการตาบอดในผู้สูงอายุ


โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้จะเกิดการสลายตัวของเซลล์ไวแสง ที่จะมีการเสื่อมสลาย หรือบางลงของจุดรับภาพ ซึ่งจะเป็นการเสื่อมไปตามอายุ ความสามารถในการมองเห็นก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ











จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่มีปัญหาเรื่องของการเกิดความเสียหายที่รวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอด ซึ่งเกิดจากมีเส้นเลือดงอกออกมาอยู่ใต้จอประสาทตาแบบผิดปกติ ทำให้จุดกลางรับภาพเกิดการบวมจึงเป็นเหตุทำให้มองภาพเห็นเป็นภาพที่บิดเบี้ยว จนภาพที่เห็นจะมืดลงและดับไปในที่สุด

ความเสี่ยงที่ก่อเกิดจอประสาทตาเสื่อม

ปัจจัยหลัก ๆ จะอยู่ที่อายุที่มากขึ้น มักพบผู้ป่วยโรคนี้มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่

การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างเห็นได้ชัด

ความดันสูง มักพบโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของคลอเรสเตอร์รอลในเลือดสูง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นที่เร็วกว่าผู้ป่วยรายอื่น ๆ

การเผชิญกับแดดมากจนเกินไป หรือการออกแดดในเวลาที่แดดร้อนจัดโดยไม่มีการใส่แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานป้องกัน

อาจจะเกิดจากพันธุกรรม โดยจะมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคสายตรงไปสู่ญาติพี่น้อง ดังนั้นคนในครอบครัวของผู้ที่เป็นควรจะต้องไปตรวจเช็คสายตาทุก 2 ปี

โรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย และมักจะเกิดกับคนผิวขาวโดยส่วนใหญ่

ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมนก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมเช่นกัน

BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม โทร 094 709 4444






BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife




จอประสาทตาเสื่อม โรคยอดฮิตของสังคมยุคปัจจุบัน



ทุกวันนี้ โทรศัพท์มือถือ เปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ของคนเราเลยทีเดียว เราต่างเห็นคนก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์มือถือ จนเป็นภาพที่ชินตาไปแล้ว หรือแม้กระทั่งการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ของคนวัยเรียนและวัยทำงาน ที่ทำงานจนลืมเวลา ไม่ละสายตาไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ คนกลุ่มนี้มักมีอาการตาแห้ง ปวดตา มึนหัว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร



จอประสาทตาเสื่อม คืออะไร?

โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเวลากี่โมง  หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวไปจากเดิม





ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

ส่วนมาก โรคนี้มักพบในคนสูงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบัน แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เป็นตัวเร่งให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ยัง มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม เช่น อายุ การสูบบุหรี่ ม่านตาสีอ่อน (light iris coloration) แสงแดด การกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และกรรมพันธุ์ เป็นต้น



วิธีดูแลสุขภาพดวงตา

ควรมีระยะห่างระหว่างคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน กับสายตาเรา ประมาณ 50 เซนติเมตร

ไม่ควรให้แสงปะทะเข้าดวงตาโดยตรง

ปรับแสงคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนให้รู้สึกสบายตา

พักและบริหารดวงตาทุกๆ 30 นาที โดยสามารถบริหารกล้ามเนื้อตาง่าย ๆ ด้วยการ กลอกตาขึ้นสุด - ลงสุดอย่างช้า ๆ แล้วให้กลอกตาไปข้างขวาสุดและซ้ายสุดช้าๆ

รับประทานสารอาหารกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา

อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ก็สามารถช่วยลดดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ และสังกะสี

โอเมก้า-3 พบมากในปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาทูน่า ซาร์ดีน แซลมอน ซึ่งไขมันดีอย่างโอเมก้า-3 ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ดูแลตัวเองดี ก็ไม่ต้องทรมานกับโรค BIM100 น้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคจอประสา...





ดูแลตัวเองดี ก็ไม่ต้องทรมานกับโรค BIM100 น้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





อาการของ

โรคจอประสาทเสื่อม



ตรงกลางของการมองจะมีอาการเบลอ นำไปสู่การยากที่จะระบุหน้าของผู้คนได้รวมไปถึงกิจกรรมเช่นการขับรถและอ่านหนังสือด้วย อาจมีการเห็นสีเพี้ยนและเส้นตรงมีความคดงอหรือเป็นคลื่นได้. อาการจอประสาทตาเสื่อมบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการแพ้แสงได้ โรคจอประสาทตาเสื่อมไม่ทำให้เกิดอาการตาบอดสนิท และปกติจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองตา



โรคจอประสาทตาเสื่อม โดยทั่วไปมีด้วยกัน 2 แบบ



ทั้งสองแบบนี้เกิดขึ้นที่บริเวณ Macula เป็นส่วนเล็กๆของ Retina ที่เริ่มมีการเสื่อมสภาพ



Dry AMD - เป็นแบบที่เจอได้บ่อยที่สุด มันเกิดขึ้นเมื่อเซลของmacula ถูกทำลายเนื่องจากการสะสมของเสีย การเสียการมองเห็นส่วนกลางอาจใช้เวลานาน ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้

Wet AMD -อาการที่พัฒนามาจาก Dry AMD เกิดจากเส้นเลือดที่เกิดใหม่ผิดปกติภายใต้ Macula ที่มีเลือดออก อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทันที ในการที่จะรักษา Wet AMD นั้นต้องใช้ Anti-VEGF เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ โดยป้องกันการเกิดเส้นเลือดใหม่ในตา การรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดที่ผิดปกติ ปรึกษาคุณหมอหรือนักทัศนมาตรเพื่อแนะนำการรักษา และปรึกษาว่าเลนส์ตัวไหนสามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น



วิธีการรักษา



     ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้งให้หายขาด ทำได้เพียงชะลอการเกิดโรคเท่านั้น

คือ การตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ รวมถึงควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสื่อมของจุดศูนย์กลางการรับ

ภาพของจอประสาทตา ส่วนการรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ชนิดเปียก ทำได้โดย















1. การฉายแสงเลเซอร์ที่ทำให้เกิดความร้อนลงบนจอประสาทตา (Laser Photocoagulation)

    เพื่อยับยั้งหรือชะลอเส้นเลือดผิดปกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตาได้ ส่วนของจอประสาทตาที่โดนแสง

    เลเซอร์ชนิดนี้จะถูกความร้อนทำลายไปด้วย ทำให้เกิดจุดมืดดำอย่างถาวร การมองเห็นจะลดลงทันทีหลังการรักษา

    ซึ่งการรักษาวิธีนี้ ใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของโรคอยู่ห่างจากศูนย์กลางจอประสาทตาพอสมควร



2. การฉายแสดงเลเซอร์ที่ไม่ทำให้เกิดความร้อนภายหลัง ร่วมกับการให้ยาเข้าทางเส้นเลือด

    (Photodynamic Therapy : PDT) โดยจะให้ยาเข้าทางเส้นเลือดผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิต และจับกับเซลล์

    ที่มีการแบ่งตัวที่ผนังหลอดเลือดที่ผิดปกติ

ใต้จอประสาทตา จากนั้นจึงฉายแสงไปช่วยกระตุ้นให้ยาทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ โดยไม่มีผลกระทบกับจอประสาทตา

บริเวณนั้น ซึ่งผู้ป่วยยังคงสามารถมองเห็นได้เหมือนก่อนการฉายแสงเลเซอร์ ในบางรายที่อาการของโรคยังไม่รุนแรง

การมองเห็นที่ลดลงก่อนการรักษาอาจกลับคืนมาใกล้เคียงกับปกติได้



3. การฉีดยากลุ่ม (Anti-Vascular Endothelial Growth Factor : Anti-VEGF)

    เข้าไปในน้ำวุ้นตาเพื่อทำให้เส้นเลือดที่งอกผิดปกติฝ่อไป ต้องฉีดอย่างน้อย 3 ครั้ง ทุก 1 เดือน และอาจต้องฉีดทุก 2 - 3 เดือนในระยะต่อมา



4. การผ่าตัด ทำในกรณีที่มีเลือดออกใต้ศูนย์กลางรับภาพ โดยการฉีดยาเข้าไปเพื่อทำให้เลือดที่แข็งตัวละลาย และฉีดแก๊สเข้าไปรีดเลือดให้ขยับออกจากศูนย์กลางจอรับภาพ

ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร โทร 088...







ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/90
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife


สาเหตุของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่

1. อายุ สามารถพบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป
2. พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี
3. เชื้อชาติและเพศ พบโรคนี้ได้มากในคนต่างชาติ ยุโรป, อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
4. การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
5. ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตและมีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)
6. วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูง
ในการเป็นโรคนี้

ชนิดของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

1. แบบแห้ง (Dry AMD)

เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular)
จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง คือ การมองเห็นภาพเบลอ
ทำให้มองเห็นหน้าคนไม่ชัดเจน เป็นผลให้จำหน้าบุคคลไม่ได้ หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือ
ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง
และเป็นไปอย่างช้าๆ








2. แบบเปียก (Wet AMD)

พบประมาณ 10 - 15 % ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเป็นสาเหตุ
สำคัญของอาการตาบอดในโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา
ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพ
ตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลาง
จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก คือ เริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็น
จุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ



ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม สามารถสังเกตความผิดปกติ
ด้วยตัวเองได้ โดยการใช้แผ่นทดสอบ "แอมส์เลอร์กริด" (Amsler Grid) โดยไม่ต้องถอดแว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ที่
ใส่อยู่ออก โดยนำแผ่นทดสอบไปติดบนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอในระดับสายตา ยืนห่างจากแผ่นภาพประมาณ 14 นิ้ว
ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้แล้วมองที่จุดสีดำตรงกลางแผ่นทดสอบด้วยตาข้างที่เปิดอยู่ ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับตาอีกข้าง หาก
มองเห็นลายเส้นตรงบนแผ่นทดสอบ มีลักษณะเป็นคลื่น หงิกงอ ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากที่มองเห็น
ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ จักษุแพทย์จะทำการตรวจโดยใช้กล้อง Slit Lamp Biomicroscope และตรวจ
พิเศษด้วยการฉีดสีเพื่อถ่ายภาพจอประสาทตา หรือเข้าเครื่องตรวจวิเคราะห์ภาพตัดขวางจอประสาทตา เพื่อดูลักษณะและ
ขอบเขตความผิดปกติที่เกิดขึ้น

การป้องกัน

1. ควรสวมแว่นตากันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสียูวีและหมวกปีกกว้างเวลาที่ออกมาเผชิญกับแสงแดด
2. รับประทานผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีส่วนประกอบของลูทีน (Lutein) เช่น ผักในตระกูลคะน้า หัวผักกาด
ผักขม บล๊อคโคลี่ เป็นต้น
3. งดการสูบบุหรี่
4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูง