อาหารเสริมระบบภูมิคุ้มกัน Bim100 คือ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิสมดุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิสมดุล แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
BIM100 วิธีดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444
**BIM100 วิธีดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/473
โทร. 094-709-4444 , 088-826-4444
ไลน์ : @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร โรคจอ
ประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง
โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร
โรคจอประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง
สาเหตุ ของโรคจอประสาทตาเสื่อม
มีหลายภาวะที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or Pathologic Myopia) หรือโรคติดเชื้อบางชนิด แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macular degeneration) ได้แก่
-อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
-พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี
-เชื้อชาติ/ เพศ พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี
-บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน
-ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูง และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)
-วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล โรคข้อเสื่อม โทร 094 709 4444
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล โรคข้อเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากอะไร?
ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่คลุมอยู่บริเวณปลายข้อต่อหัวเข่าบางลงหรือผุลง จนปลายกระดูกเริ่มเข้าใกล้และเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาเดินหรืองอเข่า จนเริ่มเดินขาโก่งโดยไม่รู้ตัว และในที่สุดก็กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม
- ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่า
- น้ำหนักตัวที่สูงขึ้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่มากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย
- การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
สัญญาณอันตรายของโรคข้อเข่าเสื่อม
มีอาการเจ็บข้อเข่าเมื่อมีการเดิน หรือยืน เป็นเวลาติดต่อกันนาน 2-4 อาทิตย์
เจ็บหัวเข่าเมื่อเดินขึ้นลงบันได
ในระยะหลังๆ อาจมีอาการเจ็บแม้กระทั่งเดินธรรมดาปกติ
เริ่มเดินขาโก่ง หรือขาแยกโดยไม่รู้ตัว
เสียงดังกรอบแกรบลั่นออกมาจากข้อ อันตรายหรือไม่?
เสียงจากข้อต่อเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากปลอกหุ้มข้อต่อขยายออกและแรงดันในข้อต่อลดลง จนก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำไขข้อมารวมตัวกันจนกลายเป็นก๊าซขนาดใหญ่ จากนั้นเมื่อปลอกหุ้มข้อต่อขยายออกไปอีก น้ำไขข้อไหลกลับเข้าสู่ข้ออีกครั้ง ฟองก๊าซนั้นก็ยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว จนเป็นเสียงดังในข้อขึ้นมา
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการขยับกระดูกบริเวณข้อต่ออย่างต่อเนื่อง เป็นการกระทบ หรือเสียดสีกันระหว่างกระดูกอ่อน เส้นเอ็น และส่วนอื่นๆ บริเวณใกล้เคียง
แต่หากเป็นเสียงของกระดูกอ่อนที่เชื่อมต่อข้อต่างๆ เสื่อมสภาพลง จนเกิดเป็นอาการอักเสบขึ้นมา เมื่อนั้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน
5 วิธีหลีกเลี่ยงการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าอยู่เสมอ โดยนั่งเหยียดและกระดกปลายเท้าโดยไม่งอเข่า และสามารถออกกำลังกายบริหาร โดยใช้ท่าหมุนหัวเข่า หมุนไปกลับ 3 เช็ต เช็ตละ 20 ครั้ง หรืออาจเป็นท่าอื่นๆ ที่ใกล้เคียงได้
หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือหลายขั้นๆ มากเกินไป
ควบคุมน้ำหนักของร่างกายไม่ให้มากเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
หากมีอาการปวดหัวเข่ามากๆ จนทนไม่ไหว สามารถเลือกทานยาแก้อักเสบของข้อเข่าได้ แต่ควรทานเมื่อจำเป็นเท่านั้น
หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ต้องงอเข่ามากๆ เช่น การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งคุกเข่านานๆ
หากมีอาการเจ็บปวดมาก หรือรู้สึกเสียงแปร๊บที่หัวเข่า ควรรีบพบแพทย์เพื่อมำการรักษาอย่างถูกวิธี อน่าทานแล้วซื้อยามาทานเองทุกครั้งที่มีอาการปวดเป็นอันขาด เพราะนอกจากจะไม่ใช่วิธีการรักษาที่ถูกต้องแล้ว อาจมีความเสี่ยงที่จะดื้อยา หรือใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ถูกต้องได้ค่ะ
วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
BIM100 สาเหตุโรคข้อเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อกระดูก โทร 088 826 4444
BIM100 สาเหตุโรคข้อเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อกระดูก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากอะไร?
ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่คลุมอยู่บริเวณปลายข้อต่อหัวเข่าบางลงหรือผุลง จนปลายกระดูกเริ่มเข้าใกล้และเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาเดินหรืองอเข่า จนเริ่มเดินขาโก่งโดยไม่รู้ตัว และในที่สุดก็กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม
- ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่า
- น้ำหนักตัวที่สูงขึ้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่มากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย
- การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
สัญญาณอันตรายของโรคข้อเข่าเสื่อม
มีอาการเจ็บข้อเข่าเมื่อมีการเดิน หรือยืน เป็นเวลาติดต่อกันนาน 2-4 อาทิตย์
เจ็บหัวเข่าเมื่อเดินขึ้นลงบันได
ในระยะหลังๆ อาจมีอาการเจ็บแม้กระทั่งเดินธรรมดาปกติ
เริ่มเดินขาโก่ง หรือขาแยกโดยไม่รู้ตัว
เสียงดังกรอบแกรบลั่นออกมาจากข้อ อันตรายหรือไม่?
เสียงจากข้อต่อเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากปลอกหุ้มข้อต่อขยายออกและแรงดันในข้อต่อลดลง จนก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำไขข้อมารวมตัวกันจนกลายเป็นก๊าซขนาดใหญ่ จากนั้นเมื่อปลอกหุ้มข้อต่อขยายออกไปอีก น้ำไขข้อไหลกลับเข้าสู่ข้ออีกครั้ง ฟองก๊าซนั้นก็ยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว จนเป็นเสียงดังในข้อขึ้นมา
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการขยับกระดูกบริเวณข้อต่ออย่างต่อเนื่อง เป็นการกระทบ หรือเสียดสีกันระหว่างกระดูกอ่อน เส้นเอ็น และส่วนอื่นๆ บริเวณใกล้เคียง
แต่หากเป็นเสียงของกระดูกอ่อนที่เชื่อมต่อข้อต่างๆ เสื่อมสภาพลง จนเกิดเป็นอาการอักเสบขึ้นมา เมื่อนั้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน
5 วิธีหลีกเลี่ยงการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าอยู่เสมอ โดยนั่งเหยียดและกระดกปลายเท้าโดยไม่งอเข่า และสามารถออกกำลังกายบริหาร โดยใช้ท่าหมุนหัวเข่า หมุนไปกลับ 3 เช็ต เช็ตละ 20 ครั้ง หรืออาจเป็นท่าอื่นๆ ที่ใกล้เคียงได้
หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือหลายขั้นๆ มากเกินไป
ควบคุมน้ำหนักของร่างกายไม่ให้มากเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
หากมีอาการปวดหัวเข่ามากๆ จนทนไม่ไหว สามารถเลือกทานยาแก้อักเสบของข้อเข่าได้ แต่ควรทานเมื่อจำเป็นเท่านั้น
หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ต้องงอเข่ามากๆ เช่น การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งคุกเข่านานๆ
หากมีอาการเจ็บปวดมาก หรือรู้สึกเสียงแปร๊บที่หัวเข่า ควรรีบพบแพทย์เพื่อมำการรักษาอย่างถูกวิธี อน่าทานแล้วซื้อยามาทานเองทุกครั้งที่มีอาการปวดเป็นอันขาด เพราะนอกจากจะไม่ใช่วิธีการรักษาที่ถูกต้องแล้ว อาจมีความเสี่ยงที่จะดื้อยา หรือใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ถูกต้องได้ค่ะ
บิมร้อย น้ำมังคุด รู้ทันโรคข้อเข่าเสื่อม โทร 088 826 4444
บิมร้อย น้ำมังคุด รู้ทันโรคข้อเข่าเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อมและวิธีการถนอมข้อเข่าเทียม
หมายถึง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การท้างานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ
สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า
คามเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อควำมเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่
อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย
น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูก ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้น
ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวมกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม
ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น
อาการ และอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อม
อาการในระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัดโดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ
เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ท้าให้เดินและใช้ชีวิตประจ้าวันล้าบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม
มีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
3.1 อายุเกิน 50 ปี
3.2 อาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที
3.3 มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่า จากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ
ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงต่อโรค BIM100 ดูแลโรคข้อเข่าเสื่อม โทร 094 709 4444
ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงต่อโรค BIM100 ดูแลโรคข้อเข่าเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อมและวิธีการถนอมข้อเข่าเทียม
หมายถึง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การท้างานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ
สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า
คามเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อควำมเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่
อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย
น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูก ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้น
ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวมกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม
ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น
อาการ และอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อม
อาการในระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัดโดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ
เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ท้าให้เดินและใช้ชีวิตประจ้าวันล้าบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม
มีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
3.1 อายุเกิน 50 ปี
3.2 อาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที
3.3 มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่า จากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ
วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล โรคข้อเสื่อม โทร 094 709 4444
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล โรคข้อเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM
โทร 089-071-8889 ,094-435-0404
094-709-4444,088-826-4444
https://www.bim100forlife.com/
line id : @jumbolife
สัญญาณเตือนภัย!
หากคุณมีอาการเหล่านนี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป คุณอาจมีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม หากปล่อยไว้นานจนถึงระยะรุนแรง อาจเป็นหนักขั้นเดินไม่ได้ เพื่อชะลอความเสื่อมให้ช้าลง และได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ให้สามารถดำเนินคุณภาพชีวิตได้ตามปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่
โรคข้อเข่าเสื่อม
ปัญหาโรคกระดูกและข้อที่ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บยังพบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสึกหรอของข้อต่อต่างๆ ของร่างกายภายหลังการใช้งานมานาน ภาวะข้อเสื่อมตามสภาพร่างกายนั้นจึงเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น โรคข้อเสื่อมจึงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ
โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากเป็นข้อที่รับน้ำหนักและใช้งานมาก การรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการดูแลช่วยเหลือตนเอง ลดอาการปวด ลดอาการแทรกซ้อน ชะลอการเสื่อมของข้อ ป้องกันความพิการ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โรคข้อเข่าเสื่อม
อาการสำคัญ
1.อาการข้อเข่าฝืด ตึง โดยเฉพาะในช่วงตื่นนอน หรือพักการใช้งานขอข้อเข่านานๆ
2.อาการปวดเข่า มีลักษณะปวดตื้อๆ ทั่วๆ ไปบริเวณข้อและมักปวดแบบเรื้อรัง อาการปวดจะมากขึ้นเมื่อมีการใช้งาน เช่น นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ และจะทุเลาลงเมื่อพักการใช้งาน
3.มีเสียงในข้อเข่า เมื่อเวลาขยับเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของผิวข้อที่ไม่เรียบขรุขระ ซึ่งเป็นผลของการมีเศษกระดูก และอาจเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนในข้อที่พลิกไปมา
4.เวลาขึ้น-ลงบันได จะมีอาการเจ็บเสียวที่ข้อเข่า
5.การเปลี่ยนรูปร่างขอข้อเข่า ในรายที่เป็นมากจะมีการชำรุดของบริเวณเข่าด้านในมากกว่าด้านนอก จนทำให้กระดูกชิดชนกัน ร่วมกับกระดูกงอกที่เกิดขึ้น การเกิดกระดูกงอกที่เป็นมาก อาจจะคลำได้กดเจ็บ และก่อให้เกิดการโค้งงอขอข้อเข่า
มีวิธีการรักษาอย่างไร และสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้โดยจุดมุ่ง หมายในการรักษาคือ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยให้หน้าที่การใช้งานของข้อกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือใกล้ เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ วิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวังและความพร้อมของผู้ให้การรักษา
การรักษามีแนวทางหลัก 2 วิธีได้แก่ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
การรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด
1. การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
• การพักหรือใช้งานข้อให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลานาน
• หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่า เช่น คุกเข่า พับเพียบ ยองๆ ขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ
• หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นควรเดินช้าๆและขึ้นลงทีละขั้น
• หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดียวนานๆ ควรเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ
• นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆ ควรทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยพยุงตัวเวลาจะนั่งหรือยืน
2. ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง
3. การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้
4. ที่นอนควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนบนพื้นเพราะจะปวดมากเวลาจะนอนหรือลุกขึ้น
5. การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดและกล้ามเนื้อเกร็งได้
6. การสวมสนับเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสียความมั่นคง จะช่วยกระชับข้อและลดอาการปวด
7. การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ และการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
8. การใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่
• ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ
• ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ
• ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น
• ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยารับประทาน
• การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น
• การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น
ยิ่งอายุเยอะ สุขภาพยิ่งแย่ลง BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้สุขภาพ ช่วยโรคข้อเข...
ยิ่งอายุเยอะ สุขภาพยิ่งแย่ลง BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้สุขภาพ ช่วยโรคข้อเข่าเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM
โทร 089-071-8889 ,094-435-0404
094-709-4444,088-826-4444
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
line id : @jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการที่กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและเป็นตัวดูดซับแรงกระแทกในข้อเข่ามีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลง หากกระดูกอ่อนนี้เสียหายเป็นพื้นที่กว้าง กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวด
สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม
พันธุกรรมและความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด เช่น ขาหรือเข่าผิดรูป
อายุและเพศ โดยเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนก็ลดลง นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มของการเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายที่อายุเท่ากัน
น้ำหนักตัวมาก (BMI มากกว่า 23 กก./ม.2)
ประวัติการบาดเจ็บที่ข้อเข่า ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้สูง โดยอาจเป็นผลจาก
การบาดเจ็บ โดยถึงแม้ร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองหลังการบาดเจ็บ โครงสร้างข้อเข่าก็อาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง
การใช้ข้อเข่าหักโหมซ้ำๆ หรือท่าทางบางอย่างที่ต้องงอเข่ามากเกินไป เช่น การคุกเข่า หรือนั่งยองๆ ซึ่งทำให้เข่าต้องรับแรงกดสูงกว่าปกติเป็นเวลานานหรือบ่อยครั้ง
โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ ส่งผลให้กระดูกอ่อนถูกทำลายจนกระทั่งหมดไป ทำให้เกิดอาการปวดและข้อติดแข็งตามมา
การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม
การซักประวัติอาการและการเจ็บป่วย และตรวจร่างกาย
การเอกซเรย์
การเจาะเลือด
การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เพื่อดูโครงสร้างของข้อเข่า เช่น การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การสแกนด้วยคอมพิวเตอร์
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
การรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัด ช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ได้แก่
ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ได้แก่ รับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายชนิดส่งแรงกระแทกข้อเข่าน้อยเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดิน เพื่อส่งเสริมให้ข้อเข่าแข็งแรงขึ้น
ลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เพื่อลดแรงกดบนข้อเข่า
รับประทานยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
กายภาพบำบัด
ใช้แผ่นรองด้านในรองเท้าและสนับเข่า เพื่อช่วยพยุงและลดแรงกระทบต่อเข่า
การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้านเดียว (Unicompartmental Knee Arthroplasty: UKA)
การผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิม
การผ่าตัดโดยใช้แขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (MAKOplasty®)
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Replacement: TKR)
การผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิม
การผ่าตัดโดยใช้แขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (MAKOplasty®) – กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ในกลางปี พ.ศ.2557
ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!
คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร
อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน
อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง
ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร
บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น
สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
BIM100 สร้างภูมิคุ้มกัน อาการกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
BIM100 สร้างภูมิคุ้มกัน อาการกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่
• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร
• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ
• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง
อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป
• ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ
• โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ
ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
กระเพาะอาหาร
ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป
หูรูดหลอดอาหาร
หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก
จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?
หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร
การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ
อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่
การรับประทานอาหาร
– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่
• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด
• อาหารทอด อาหารไขมันสูง
• อาหารรสจัด รสเผ็ด
• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
• ช็อกโกแลต
รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ
การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน
ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร
หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน
งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น
การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ
ยกศีรษะและลำตัวให้สูง
กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ
ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร
เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ผ่อนคลายความเครียด
ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ
การตั้งครรภ์
ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์
BIM100 น้ำมังคุด อาการกรดไหลย้อน ชาตามตัว โทร 094 435 0404
BIM100 น้ำมังคุด อาการกรดไหลย้อน ชาตามตัว
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน, โรคน้ำย่อยไหลกลับ, โรคกรดไหลกลับ หรือ โรคเกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ
กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน
มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา
โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้
สาเหตุที่ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารหย่อนสมรรถภาพนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด
กรดไหลย้อนเกิดจาก
โรคกรดไหลย้อน
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว
มีปริมาณกรดค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ เนื่องจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดปกติ เช่น มีน้ำลายน้อย หรือการบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ (ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ)
กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากอายุที่สูงมากขึ้น (เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง), จากการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยาทางจิตประสาท), จากการได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว (เช่น แอลกอฮอล์, สะระแหน่) จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร
การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร เช่น อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, โรคอ้วน, การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย, การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน (เช่น อาหารมัน) เป็นต้น
มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยและนานขึ้น เช่น การมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่, การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น, กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น, กระเพาะมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคกรดไหลย้อนกำเริบ
อายุ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีอายุสูงมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็ยิ่งสูงมากขึ้นตามไปด้วย
การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก (อิ่มมากเกินไป) ซึ่งจะกระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก
การนอนราบ การนั่งงอตัว หรือโค้งตัวลงต่ำ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารและน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอได้ง่าย
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุดช่วย กรดไหลย้อน โทร 088 826 4444
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุดช่วย กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!
คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร
อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน
อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง
ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร
บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น
สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
BIM100 ภูมิสมดุล สาเหตุโรคกรดไหลย้อน โทร 089 071 8889
BIM100 ภูมิสมดุล สาเหตุโรคกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร
โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน
พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่
และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้
ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?
สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น
มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้
ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร
เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด
นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร
ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด
หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น
โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?
1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร
-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย
-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ
-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม
-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน
-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน
-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น
-เจ็บหน้าอก
-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ
3. อาการทางจมูก และหู
-คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
-หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู
BIM100 ภูมิสมดุล ดูแลสุขภาพไมเกรน กรดไหลย้อน โทร 089 071 8889
BIM100 ภูมิสมดุล ดูแลสุขภาพไมเกรน กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
ไมเกรน (Migraines) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ
ไมเกรน
อาการของไมเกรน
ไมเกรน มักจะเกิดในวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ระยะแรก โดยจะแบ่งอาการเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ระยะอาการเตือน (Aura) ระยะปวดศีรษะ (Headache) และระยะหลังจากปวดศีรษะ(Postdrome) ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกขั้นก็ได้
ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ในช่วงหนึ่งหรือสองวันแรกก่อนจะเป็นไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการบอกเหตุหรือสัญญาณเตือนของการเป็นไมเกรน ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า (depression) ไปจนถึงภาวะเคลิ้มสุข (euphoria)
ความอยากอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ
มีอาการปวดตึงคอ
กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยขึ้น
หาวบ่อย
ท้องผูก
ระยะอาการเตือน (Aura) คือ อาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดไมเกรน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะเป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการเตือน ซึ่งการเตือนนี้มักค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเกิดอาการต่อเนื่องเป็นชั่วโมง อาการเตือน สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกระพริบ ๆ หรือสายตาพร่ามัว มองเห็นรูปภาพเป็นรูปทรงต่าง ๆ ผิดขนาด แสงซิกแซก เห็นจุดแสงวาบ มองเห็นเป็นเส้นคลื่น
นอกจากนั้น อาการนำ อาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะที่รับความรู้สึก (ประสาทสัมผัส) การเคลื่อนไหว หรือการพูด พูดลำบาก กล้ามเนื้อจะรู้สึกคล้าย ๆ จะอ่อนแรง หรืออาจรู้สึกเหมือนมีใครกำลังสัมผัสตัวอยู่ รู้สึกชาที่มือหรือเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้ จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ
ระยะที่เกิดอาการปวดศีรษะ (Headache) ในขณะที่ปวดไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้
มีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง
มีอาการปวดแบบตุบ ๆ
แสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด
มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
ระยะที่หายจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการเกิดไมเกรนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้
มีอาการสับสบ มึนงง
มีอารมณ์หงุดหงิด
เวียนศีรษะ
อ่อนล้า อ่อนแรง
มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง
หากอาการปวดไมเกรนมีความรุนแรงมาก โดยที่ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอาการได้ด้วยยาแก้ปวด ให้จดจำหรือบันทึกอาการของไมเกรนที่เกิดขึ้้นและวิธีปกติที่ใช้รักษา แล้วไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป โดยหากพบว่ามีอาการหรือสัญญาณของไมเกรนดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์
ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน
ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ ปวดเมื่อยคอ สับสนมึนงง มีอาการชัก มองเห็นภาพซ้อน หรืออ่อนแรง
มีความรู้สึกชา หรือพูดติดขัดอย่างชัดเจน
มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก หลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ที่เป็นมากขึ้นเวลาไอ เวลาออกแรงมาก หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป
มีอาการปวดศีรษะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี
สาเหตุของไมเกรน
ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยดังนี้
สิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน อารมณ์ ร่างกาย การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม และการใช้ยา เป็นต้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ในผู้ป่วยเพศหญิง อาจเป็นไมเกรนในช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Migraine) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น เอสโทรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) โดยไมเกรนชนิดนี้ มักเกิดในช่วง 2 วันก่อนมีประจำเดือน ไปจนถึงวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน ในบางรายพบว่าเป็นไมเกรนแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยเพศหญิงบางราย ก็จะพบว่าเป็นไมเกรนในช่วงเวลาอื่่นที่ไม่ได้เป็นประจำเดือนได้เช่นกัน และในผู้ป่วยเพศหญิงหลาย ๆ ท่าน ก็พบว่า อาการไมเกรนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากหลังวัยหมดประจำเดือน (Menopause) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อันส่งผลต่ออารมณ์และร่างกาย และสามารถกระตุ้นไมเกรนได้ หรืออาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ในบางราย ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้
บิมร้อย น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคไต กรดไหลย้อน กระเพาะ โทร 094 435 0404
บิมร้อย น้ำมังคุด ดูแลุขภาพโรคไต กรดไหลย้อน กระเพาะ
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
ไต (Kidney) เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนล่างของช่องท้อง มีสองข้าง คือซ้ายและขวา รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดง ยางประมาณ 10-13 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร หนา 3 เซนติเมตร มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 300 กรัม มีต่อมหมวกไต (Adrenal gland) อยู่ด้านบนของไตทั้งสองข้าง มีชั้นไขมันสองชั้นห่อหุ้มอยู่ ภายในไตนั้นจะมี 2 ชั้น คือ ชั้นนอก เรียกว่า คอร์เทกซ์ (cortex) ส่วนนี้มีสีแดง เพราะมีโกบเมรูลัสอยู่ ขณะที่ชั้นใน จะเรียกว่า เมดูลลา (medulla) ส่วนนี้มีสีขาว ส่วนใหญ่ประกอบด้วยท่อหน่วยไต ส่วนของเมดูลลาที่ยื่นเข้าไปจรดกับโพรงที่ติดกับหลอดไตเรียกว่า พาพิลลา (papilla) และเรียกโพรงนี้ว่า กรวยไต (pelvis)
หากถามว่า "ไต" เป็นอวัยวะของระบบใดในร่างกายมนุษย์ ก็ต้องตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบทางเดินปัสสาวะ" เพราะมีหน้าที่กรองเอาของเสีย น้ำ และเกลือแร่ส่วนเกินจากเลือดที่ไหลผ่านไปไปสร้างปัสสาวะ เมื่อผลิตเสร็จแล้วก็จะส่งผ่านไปทางท่อไต นำไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เมื่อมีปริมาณปัสสาวะมากพอ เราจึงรู้สึกปวดปัสสาวะ อยากจะถ่ายปัสสาวะขับของเสียออกนั่นเอง
อย่างที่ทราบแล้วว่า หน้าที่หลัก ๆ ของไตก็คือ กรองของเสียออกจากเลือด และขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ แต่นอกจากหน้าที่ในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ไต ยังมีหน้าที่ช่วยรักษาความปกติของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย สร้างสารที่ควบคุมความดันโลหิต และสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้น จะสังเกตได้ว่า หากไตทำงานน้อยลงมักเกิดปัญหาความดันโลหิตสูงและโลหิตจางร่วมด้วย
โรคไต
โรคไต มีอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง ?
มีหลายเหตุและปัจจัยที่อาจทำให้ไตของเราป่วยได้ ซึ่งมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต ไว้ดังนี้
- กรรมพันธุ์ โรคไตบางชนิดเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic Kidney Disease) ที่มีทั้งแบบที่เกิดกับทารก ซึ่งมักจะทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่เกิด และแบบที่เกิดกับผู้ใหญ่ ที่จะพบความผิดปกติเมื่ออายุ 20-30 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม กรรมพันธุ์ไม่ใช่สาเหตุหลัก และผู้ป่วยโรคไตจากกรรมพันธุ์ก็มีน้อยมาก แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งในครอบครัวเป็นโรคไตขึ้นมา โอกาสที่เครือญาติพี่น้องจะเป็นด้วยก็มีสูงถึง 90% จึงควรไปตรวจสุขภาพกันยกครอบครัว
- โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะส่งผลกระทบต่อไตด้วย หากเป็นนาน ๆ ไตก็เสื่อมลง จนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง ซึ่งเชื่อไหมว่าผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรัง ราว 30-50% ล้วนเกิดจากมีความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น และในทางตรงข้าม คนที่เป็นโรคไตบางชนิดก็อาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงตามมาเช่นกัน
- โรคเบาหวาน ถือเป็นสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายราว ๆ 30% เพราะผู้ที่เป็นเบาหวานมานานแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือดของไต ทำให้ไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานยังติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกิดกรวยไตอักเสบได้ หากเป็นบ่อย ๆ นาน ๆ เข้า ก็ทำให้ไตอักเสบ ไตวาย แล้วยังมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมาด้วย
- ความอ้วน เพราะคนอ้วนจะมีเมตาบอลิซึมสูงกว่าคนปกติ ทำให้เกิดของเสียต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น ไต ที่เป็นอวัยวะกรองของเสียก็จะทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย
- อายุ เมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น สังขารร่างกายก็ร่วงโรยไปตามวัย เช่นเดียวกับ ไต ที่จะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 35 ปี เท่ากับว่ายิ่งอายุมากขึ้น ไตก็จะยิ่งเสื่อมตามอายุลงไปด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุเพศชายที่มีโอกาสต่อมลูกหมากโตสูงขึ้น ทำให้ทางเดินปัสสาวะอุดตัน ส่งผลกระทบต่อไตได้
- อาหาร อาหารหลายชนิดที่หากรับประทานเข้าไปมาก ๆ จะยิ่งเป็นอันตรายต่อไต โดยเฉพาะอาหารรสเค็มจัดที่จะไปทำให้ความดันโลหิตสูง แล้วส่งผลกระทบต่อไปที่ไต รวมทั้งอาหารกลุ่มโปรตีนที่มีงานวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์ถือเป็นของเสียในร่างกาย หากทานเข้าไปมาก ๆ จะมีของเสียเหลือตกค้างในร่างกายมาก ทำให้ไตที่มีหน้าที่กรองของเสียทำงานหนักมากขึ้น แต่ถ้าเป็นโปรตีนจากเนื้อปลา หรือไข่ขาว นั้นสามารถทานได้ เพราะเป็นโปรตีนคุณภาพสูงและย่อยง่าย
- ยา ยาบางชนิดที่ไม่ส่งผลดีต่อไตนัก เช่น ยาแก้ข้อกระดูกอักเสบ (พวก NSAID) ที่ทำให้เกิดไตวายได้ รวมทั้งสารทึบรังสีบางชนิดที่ใช้ฉีดผู้ป่วยเวลาตรวจทางเอกซเรย์ก็มีผลให้ไตวายได้เช่นกัน ดังนั้น หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
- อาชีพและอุบัติเหตุ คนบางอาชีพมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตได้มากกว่าคนทั่วไป เช่น นักมวย ที่อาจถูกเตะต่อยบริเวณไต รวมทั้งคนที่ทำงานในโรงงาน ก็อาจได้รับสารพิษสะสมในไตมานาน
ปวดหลัง
โรคไต ใครเสี่ยงป่วยมากกว่าเพื่อน ?
1. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
2. ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคไต
3. ผู้ที่มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำ น้อยกว่า 2,500 กรัม
4. ผู้ป่วยโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
5. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
6. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
7. ผู้ป่วยโรคเนื้องอกในไต
8. ผู้ที่ได้รับสารพิษจากยาบางชนิด หรือสารแปลกปลอมอยู่เป็นประจำ หรือมากเกิน
9. ผู้ป่วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
10. ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เซลล์ตัวเอง
บิม100 ดูแลสุขภาพโรคข้อเสื่อม เก๊าและกรดไหลย้อน โทร 089 071 8889
บิม100 ดูแลสุขภาพโรคข้อเสื่อม เก๊าและกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อม
ปัญหาโรคกระดูกและข้อที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเจ็บยังเจออยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสึกหรอของข้อต่อต่างๆของร่างกายตอนหลังการใช้แรงงานมานาน ภาวะข้อเสื่อมตามสภาพร่างกายนั้นก็เลยเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อแก่มากขึ้น โรคข้อเสื่อมก็เลยเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
โดยเฉพาะโรคข้อหัวเข่าเสื่อมเพราะเหตุว่าเป็นข้อที่รับน้ำหนักรวมทั้งใช้งานมากมาย การดูแลรักษาคนเจ็บโรคข้อหัวเข่าเสื่อมถือว่ามีความหมายที่จะช่วยทำให้คนไข้มีความสามารถสำหรับในการดูแลช่วยเหลือตัวเอง ลดลักษณะของการปวด ลดอาการสอดแทรก ชะลอการเสื่อมของข้อ คุ้มครองปกป้องความพิการ แล้วก็มีคุณภาพชีวิตที่
โรคข้อเข่าเสื่อม
อาการสำคัญ
1.อาการข้อหัวเข่าฝืด ตึง โดยยิ่งไปกว่านั้นในตอนตื่น หรือพักการใช้แรงงานขอข้อหัวเข่านานๆ
2.อาการปวดหัวเข่า มีลักษณะปวดทื่อๆปกติรอบๆข้อและก็มักปวดแบบเรื้อรัง อาการปวดจะมากขึ้นเมื่อมีการใช้งาน ได้แก่ คุกเข่า นั่งยองๆรวมทั้งจะทุเลาลงเมื่อพักการใช้แรงงาน
3.มีเสียงในข้อหัวเข่า เมื่อเวลาขยับขยับเขยื้อน ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของผิวข้อที่ไม่เรียบตะปุ่มตะป่ำ ซึ่งเป็นผลของการมีเศษกระดูก และก็อาจเกิดจากการผุกร่อนของกระดูกอ่อนในข้อที่กลับไปๆมาๆ
4.เวลาขึ้น-ลงบันได จะมีลักษณะอาการเจ็บเสียวที่ข้อหัวเข่า
5.การเปลี่ยนรูปร่างขอข้อหัวเข่า ในรายที่เป็นมากจะมีการเสียของรอบๆหัวเข่าภายในมากกว่าภายนอก จนถึงทำให้กระดูกติดชนกัน ร่วมกับกระดูกผลิออกที่เกิดขึ้น การเกิดกระดูกงอกที่เป็นมาก บางครั้งอาจจะลูบคลำได้กดเจ็บ รวมทั้งก่อกำเนิดการโค้งงอขอข้อหัวเข่า
มีวิธีการรักษาเช่นไร รวมทั้งสามารถรักษาให้หายสนิทได้หรือเปล่า
เดี๋ยวนี้ยังไม่อาจจะรักษาโรคข้อหัวเข่าเสื่อมให้หายสนิทได้ แต่ว่าสามารถควบคุมอาการได้โดยจุดมุ่ง หมายในการรักษาเป็น ช่วยทุเลาลักษณะของการปวด ช่วยทำให้หน้าที่การใช้แรงงานของข้อคืนสู่สภาวะธรรมดาหรือใกล้ เคียงธรรมดาสูงที่สุด และก็ปกป้องหรือปรับปรุงแก้ไขการผิดรูปผิดรอยของข้อ แนวทางการรักษาจะนาๆประการในคนป่วยแต่ละคน ขึ้นกับหลายสาเหตุ เช่น อายุ ความร้ายแรงของโรค การใช้แรงงานที่คาดหวังแล้วก็ความพร้อมของผู้เสียสละการดูแลรักษา
การดูแลและรักษามีแนวทางหลัก 2 แนวทางได้แก่ การดูแลและรักษาโดยกรรมวิธีการไม่ผ่าตัด รวมทั้งการรักษาด้วยแนวทางผ่าตัด
การดูแลรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด
1. การเปลี่ยนแปลงการใช้งานในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น
• การพักหรือใช้งานข้อให้ลดน้อยลง เลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
• หลบหลีกการนั่งงอเข่า เช่น ย่อเข่า พับเพียบ ยองนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ
• เลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าเกิดต้องควรจะเดินช้าๆและก็ขึ้นลงทีละลำดับขั้น
• เลี่ยงการยืนหรือนั่งอย่างเดียวนานๆควรจะเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อหัวเข่าอยู่เรื่อย
• นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆควรจะทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยประคองตัวเวลาจะนั่งหรือยืน
2. คนเจ็บที่มีน้ำหนักตัวมากมาย ควรจะลดหุ่นอย่างแม่นยำ
3. การใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยประคองเดิน ดังเช่นว่า ไม้เท้า ไม้ค้ำกระทั่งถึง จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้
4. ที่พักผ่อนควรมีความสูงระดับหัวเข่า ไม่ควรนอนบนพื้นเพราะจะปวดมากมายเวลาจะนอนหรือลุกขึ้นยืน
5. การประคบอุ่นรอบๆข้อหัวเข่า ช่วยลดลักษณะของการปวดและก็กล้ามเกร็งได้
6. การใส่สนับเข่า ในเรื่องที่ข้อเข่าเสียความมั่นคงและยั่งยืน จะช่วยกระชับข้อแล้วก็ลดอาการปวด
7. วิธีการทำกายภาพบำบัด เช่น การฝึกความแข็งแรงและก็ความยืดหยุ่นของกล้ามรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งวิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ แล้วก็การเพิ่มความสามารถของร่างกาย
8. การใช้ยา เดี๋ยวนี้มียาหลายกรุ๊ปที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่
• ยาพาราพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้สำหรับการควบคุมอาการ
• ยาต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดลักษณะของการปวดแล้วก็การอักเสบของข้อ
• ยาช่วยปรับให้เปลี่ยนส่วนประกอบของข้อ เป็นต้นว่า กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและก็ลักษณะของการปวด เป็นยาใช้ภายนอกงเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น
• ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลกระทบจากยารับประทาน
• การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงไขข้อ เป็นลู่ทางสำหรับการช่วยลดลักษณะของการปวดแล้วก็ช่วยให้การเคลื่อนไหวจุดเด่นขึ้น
• การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นช่องทางในข้อเสื่อมร้ายแรงที่ไม่สนองตอบต่อการรักษาแนวทางอื่น
วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
ดูแลสุขภาพ อาการกรดไหลย้อน BIM100 โทร 094 435 0404
ดูแลสุขภาพ อาการกรดไหลย้อน BIM100
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
ไมเกรน (Migraines) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ
ไมเกรน
อาการของไมเกรน
ไมเกรน มักจะเกิดในวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ระยะแรก โดยจะแบ่งอาการเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ระยะอาการเตือน (Aura) ระยะปวดศีรษะ (Headache) และระยะหลังจากปวดศีรษะ(Postdrome) ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกขั้นก็ได้
ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ในช่วงหนึ่งหรือสองวันแรกก่อนจะเป็นไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการบอกเหตุหรือสัญญาณเตือนของการเป็นไมเกรน ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า (depression) ไปจนถึงภาวะเคลิ้มสุข (euphoria)
ความอยากอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ
มีอาการปวดตึงคอ
กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยขึ้น
หาวบ่อย
ท้องผูก
ระยะอาการเตือน (Aura) คือ อาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดไมเกรน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะเป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการเตือน ซึ่งการเตือนนี้มักค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเกิดอาการต่อเนื่องเป็นชั่วโมง อาการเตือน สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกระพริบ ๆ หรือสายตาพร่ามัว มองเห็นรูปภาพเป็นรูปทรงต่าง ๆ ผิดขนาด แสงซิกแซก เห็นจุดแสงวาบ มองเห็นเป็นเส้นคลื่น
นอกจากนั้น อาการนำ อาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะที่รับความรู้สึก (ประสาทสัมผัส) การเคลื่อนไหว หรือการพูด พูดลำบาก กล้ามเนื้อจะรู้สึกคล้าย ๆ จะอ่อนแรง หรืออาจรู้สึกเหมือนมีใครกำลังสัมผัสตัวอยู่ รู้สึกชาที่มือหรือเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้ จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ
ระยะที่เกิดอาการปวดศีรษะ (Headache) ในขณะที่ปวดไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้
มีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง
มีอาการปวดแบบตุบ ๆ
แสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด
มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
ระยะที่หายจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการเกิดไมเกรนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้
มีอาการสับสบ มึนงง
มีอารมณ์หงุดหงิด
เวียนศีรษะ
อ่อนล้า อ่อนแรง
มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง
หากอาการปวดไมเกรนมีความรุนแรงมาก โดยที่ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอาการได้ด้วยยาแก้ปวด ให้จดจำหรือบันทึกอาการของไมเกรนที่เกิดขึ้้นและวิธีปกติที่ใช้รักษา แล้วไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป โดยหากพบว่ามีอาการหรือสัญญาณของไมเกรนดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์
ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน
ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ ปวดเมื่อยคอ สับสนมึนงง มีอาการชัก มองเห็นภาพซ้อน หรืออ่อนแรง
มีความรู้สึกชา หรือพูดติดขัดอย่างชัดเจน
มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก หลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ที่เป็นมากขึ้นเวลาไอ เวลาออกแรงมาก หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป
มีอาการปวดศีรษะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี
สาเหตุของไมเกรน
ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยดังนี้
สิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน อารมณ์ ร่างกาย การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม และการใช้ยา เป็นต้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ โรคกรดไหลย้อน โทร 094 709 4444
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ โรคกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!
คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร
อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน
อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง
ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร
บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น
สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย อาการกรดไหลย้อน ความดันโลหิต โทร 094 709...
BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย อาการกรดไหลย้อน ความดันโลหิต
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!
คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร
อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน
อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง
ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร
บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น
สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
BIM100 สมุนไพรช่วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
BIM100 สมุนไพรช่วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
อาการของโรคกระเพาะ
- ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน โดยเฉพาะเวลาท้องร้องหรือหิว แต่เป็นอาการปวดที่ทนได้
- ในบางรายปวดหลังจากรับประทานอาหาร
- อาการปวดแน่นดังกล่าว สามารถบรรเทาด้วยยาลดกรดหรืออาหาร
- จะมีอาการปวดเป็นๆ หายๆ โดยมีการเว้นช่วงค่อนข้างนานแล้วกลับมาเป็นใหม่ เช่น ปวด 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอีกหลายเดือนจึงกลับมาปวดใหม่
- ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว
- มีอาการท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
- ถึงจะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพทั่วไปยังไม่ทรุดโทรม
อย่างไรก็ตามอาการของโรคอาจจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคเลยก็ได้ เช่น บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพาะอาหารและลำไส้
อาการแทรกซ้อนของโรคกระเพาะ
- อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเหลวเป็นสีดำ หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม อันเนื่องมาจากเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร
- อาการปวดท้องช่วงบนแบบเฉียบพลัน หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารทะลุ
- อาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารอุดตัน
หากมีอาการข้างต้น ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะถึงแก่ชีวิตได้
สาเหตุของโรคกระเพาะ
สาเหตุของโรคกระเพาะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลาเพียงอย่างเดียว มีสาเหตุดังนี้
1. เชื้อโรค Helicobacter pylori
เชื้อโรค Helicobacter pylori หรือภาษาไทยอ่านว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร” แบคทีเรียตัวนี้ จะมีรูปร่างเป็นแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามารถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี แบคทีเรียดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการคาดการณ์ผู้คนทั่วโลกได้ติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยพบการติดเชื้อ 40% ของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั้งหมด พบมากที่สุดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำหรับการติดเชื้อ Helicobacter pylori เกิดจากผู้ป่วยโรคกระเพาะ รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก หรืออาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในอาหารและน้ำดื่ม หรือสัมผัสน้ำลายหรืออุจจาระของคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
2. กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ทำให้มีกรดในกระเพาะมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะมากขึ้น
2.1 ความเครียด ความวิตกกังวล เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และก่อการอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ส่งผลทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
2.2 การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง
2.3 ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามาก
2.4 การสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก
2.5 รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
2.6 ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามากจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
3. มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร
3.1 รับประทานยาแก้ปวด ยาแก้ปวด แก้ปวดกระดู ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพรินและยาสเตียรอยด์ ยาชุดต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ต่อให้เป็นการให้ยาโดยการอมใต้ลิ้นหรือฉีดก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ
3.2 รับประทานอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัด
3.3. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง
4. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระเพาะ หากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคสูง
บิม100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
บิม100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร
โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน
พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่
และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้
ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?
สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น
มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้
ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร
เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด
นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร
ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด
หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น
โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?
1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร
-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย
-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ
-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม
-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน
-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน
-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น
-เจ็บหน้าอก
-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ
3. อาการทางจมูก และหู
-คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
-หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















