แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคกรดไหลย้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคกรดไหลย้อน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404





BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ กรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!

คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร



อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่



อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน

อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง

ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร













บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น



คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น







สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม



ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล


BIM100 ภูมิสมดุล กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม โทร 089 071 8889







BIM100 ภูมิสมดุล กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร



โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน



พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่



และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้



ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้



โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?



สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น



มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้



ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง



ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร






เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน  ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้



ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด



นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร



ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด



หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น


BIM100 น้ำมังคุด อาการกรดไหลย้อน ชาตามตัว โทร 094 435 0404





BIM100 น้ำมังคุด อาการกรดไหลย้อน ชาตามตัว 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน, โรคน้ำย่อยไหลกลับ, โรคกรดไหลกลับ หรือ โรคเกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ







กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน



มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย



สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา



โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้



สาเหตุที่ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารหย่อนสมรรถภาพนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด











กรดไหลย้อนเกิดจาก


โรคกรดไหลย้อน



สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

มีปริมาณกรดค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ เนื่องจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดปกติ เช่น มีน้ำลายน้อย หรือการบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ (ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ)

กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากอายุที่สูงมากขึ้น (เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง), จากการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยาทางจิตประสาท), จากการได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว (เช่น แอลกอฮอล์, สะระแหน่) จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร

การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร เช่น อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, โรคอ้วน, การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย, การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน (เช่น อาหารมัน) เป็นต้น

มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยและนานขึ้น เช่น การมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่, การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น, กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น, กระเพาะมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคกรดไหลย้อนกำเริบ

อายุ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีอายุสูงมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็ยิ่งสูงมากขึ้นตามไปด้วย

การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก (อิ่มมากเกินไป) ซึ่งจะกระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก

การนอนราบ การนั่งงอตัว หรือโค้งตัวลงต่ำ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารและน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอได้ง่าย


BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุดช่วย กรดไหลย้อน โทร 088 826 4444





BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุดช่วย กรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife








โรคกรดไหลย้อน 


กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!

คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร



อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่



อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน

อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง

ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร

















บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น



คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น







สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม



ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล

BIM100 สาเหตุโรคกรดไหลย้อน ไมเกรน โทร 094 709 4444





BIM100 สาเหตุโรคกรดไหลย้อน ไมเกรน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร  ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่

• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร

• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ

• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง

อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ

• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป

ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ

โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

กระเพาะอาหาร

ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป

หูรูดหลอดอาหาร

หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก

จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?

หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด  แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร















การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่

การรับประทานอาหาร

– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่

• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด

• อาหารทอด อาหารไขมันสูง

• อาหารรสจัด รสเผ็ด

• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ

• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์

• ช็อกโกแลต

รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ

การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน

ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร

หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน

งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น

การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

ยกศีรษะและลำตัวให้สูง

กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ

ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ผ่อนคลายความเครียด

ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

การตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์


BIM100 ภูมิสมดุล สาเหตุโรคกรดไหลย้อน โทร 089 071 8889





BIM100 ภูมิสมดุล สาเหตุโรคกรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร



โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน



พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่



และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้



ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้



โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?



สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น



มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้



ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง



ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร



เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน  ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้











ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด



นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร



ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด



หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น



โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?



1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร



-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย

-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ

-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ

-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า

-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก

-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา

-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ

-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้



2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม



-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม

-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน

-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน

-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น

-เจ็บหน้าอก

-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ



3. อาการทางจมูก และหู



-คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ

-หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู


สร้างภูมิสมดุล BIM100 อาการกรดไหลย้อน น้ำในหูไม่เท่ากัน ปวดกระดูก โทร 08...





สร้างภูมิสมดุล BIM100 อาการกรดไหลย้อน น้ำในหูไม่เท่ากัน ปวดกระดูก

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร  ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่

• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร

• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ

• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง

อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ

• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป

ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ

โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

กระเพาะอาหาร

ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป

หูรูดหลอดอาหาร

หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก

จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?

หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด  แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร

การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่













การรับประทานอาหาร

– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่

• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด

• อาหารทอด อาหารไขมันสูง

• อาหารรสจัด รสเผ็ด

• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ

• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์

• ช็อกโกแลต

รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ

การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน

ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร

หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน

งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น

การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

ยกศีรษะและลำตัวให้สูง

กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ

ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ผ่อนคลายความเครียด

ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

การตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์


บิมร้อยน้ำมังคุด อาการแพ้อากาศ กรดไหลย้อน โทร 094 709 4444







บิมร้อยน้ำมังคุด อาการแพ้อากาศ กรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร



โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน



พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่



และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้



ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้



โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?



สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น



มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้



ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง



ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร











เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน  ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้



ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด



นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร



ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด



หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น


โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?



1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร



-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย

-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ

-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ

-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า

-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก

-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา

-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ

-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้



2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม



-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม

-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน

-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน

-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น

-เจ็บหน้าอก

-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ



3. อาการทางจมูก และหู



-คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ

-หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู


บิมร้อย น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคไต กรดไหลย้อน กระเพาะ โทร 094 435 0404





บิมร้อย น้ำมังคุด  ดูแลุขภาพโรคไต กรดไหลย้อน กระเพาะ

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







ไต (Kidney) เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนล่างของช่องท้อง มีสองข้าง คือซ้ายและขวา รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดง ยางประมาณ 10-13 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร หนา 3 เซนติเมตร มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 300 กรัม มีต่อมหมวกไต (Adrenal gland) อยู่ด้านบนของไตทั้งสองข้าง มีชั้นไขมันสองชั้นห่อหุ้มอยู่ ภายในไตนั้นจะมี 2 ชั้น คือ ชั้นนอก เรียกว่า คอร์เทกซ์ (cortex) ส่วนนี้มีสีแดง เพราะมีโกบเมรูลัสอยู่ ขณะที่ชั้นใน จะเรียกว่า เมดูลลา (medulla) ส่วนนี้มีสีขาว ส่วนใหญ่ประกอบด้วยท่อหน่วยไต ส่วนของเมดูลลาที่ยื่นเข้าไปจรดกับโพรงที่ติดกับหลอดไตเรียกว่า พาพิลลา (papilla) และเรียกโพรงนี้ว่า กรวยไต (pelvis)



          หากถามว่า "ไต" เป็นอวัยวะของระบบใดในร่างกายมนุษย์ ก็ต้องตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบทางเดินปัสสาวะ" เพราะมีหน้าที่กรองเอาของเสีย น้ำ และเกลือแร่ส่วนเกินจากเลือดที่ไหลผ่านไปไปสร้างปัสสาวะ เมื่อผลิตเสร็จแล้วก็จะส่งผ่านไปทางท่อไต นำไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เมื่อมีปริมาณปัสสาวะมากพอ เราจึงรู้สึกปวดปัสสาวะ อยากจะถ่ายปัสสาวะขับของเสียออกนั่นเอง



          อย่างที่ทราบแล้วว่า หน้าที่หลัก ๆ ของไตก็คือ กรองของเสียออกจากเลือด และขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ แต่นอกจากหน้าที่ในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ไต ยังมีหน้าที่ช่วยรักษาความปกติของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย สร้างสารที่ควบคุมความดันโลหิต และสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้น จะสังเกตได้ว่า หากไตทำงานน้อยลงมักเกิดปัญหาความดันโลหิตสูงและโลหิตจางร่วมด้วย



โรคไต


โรคไต มีอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง ?



          มีหลายเหตุและปัจจัยที่อาจทำให้ไตของเราป่วยได้ ซึ่งมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต ไว้ดังนี้



          - กรรมพันธุ์ โรคไตบางชนิดเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic Kidney Disease) ที่มีทั้งแบบที่เกิดกับทารก ซึ่งมักจะทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่เกิด และแบบที่เกิดกับผู้ใหญ่ ที่จะพบความผิดปกติเมื่ออายุ 20-30 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม กรรมพันธุ์ไม่ใช่สาเหตุหลัก และผู้ป่วยโรคไตจากกรรมพันธุ์ก็มีน้อยมาก แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งในครอบครัวเป็นโรคไตขึ้นมา โอกาสที่เครือญาติพี่น้องจะเป็นด้วยก็มีสูงถึง 90% จึงควรไปตรวจสุขภาพกันยกครอบครัว



          - โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะส่งผลกระทบต่อไตด้วย หากเป็นนาน ๆ ไตก็เสื่อมลง จนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง ซึ่งเชื่อไหมว่าผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรัง ราว 30-50% ล้วนเกิดจากมีความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น และในทางตรงข้าม คนที่เป็นโรคไตบางชนิดก็อาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงตามมาเช่นกัน













          - โรคเบาหวาน ถือเป็นสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายราว ๆ 30% เพราะผู้ที่เป็นเบาหวานมานานแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือดของไต ทำให้ไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานยังติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกิดกรวยไตอักเสบได้ หากเป็นบ่อย ๆ นาน ๆ เข้า ก็ทำให้ไตอักเสบ ไตวาย แล้วยังมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมาด้วย



          - ความอ้วน เพราะคนอ้วนจะมีเมตาบอลิซึมสูงกว่าคนปกติ ทำให้เกิดของเสียต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น ไต ที่เป็นอวัยวะกรองของเสียก็จะทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย



          - อายุ เมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น สังขารร่างกายก็ร่วงโรยไปตามวัย เช่นเดียวกับ ไต ที่จะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 35 ปี เท่ากับว่ายิ่งอายุมากขึ้น ไตก็จะยิ่งเสื่อมตามอายุลงไปด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุเพศชายที่มีโอกาสต่อมลูกหมากโตสูงขึ้น ทำให้ทางเดินปัสสาวะอุดตัน ส่งผลกระทบต่อไตได้



          - อาหาร อาหารหลายชนิดที่หากรับประทานเข้าไปมาก ๆ จะยิ่งเป็นอันตรายต่อไต โดยเฉพาะอาหารรสเค็มจัดที่จะไปทำให้ความดันโลหิตสูง แล้วส่งผลกระทบต่อไปที่ไต รวมทั้งอาหารกลุ่มโปรตีนที่มีงานวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์ถือเป็นของเสียในร่างกาย หากทานเข้าไปมาก ๆ จะมีของเสียเหลือตกค้างในร่างกายมาก ทำให้ไตที่มีหน้าที่กรองของเสียทำงานหนักมากขึ้น แต่ถ้าเป็นโปรตีนจากเนื้อปลา หรือไข่ขาว นั้นสามารถทานได้ เพราะเป็นโปรตีนคุณภาพสูงและย่อยง่าย



          - ยา ยาบางชนิดที่ไม่ส่งผลดีต่อไตนัก เช่น ยาแก้ข้อกระดูกอักเสบ (พวก NSAID) ที่ทำให้เกิดไตวายได้ รวมทั้งสารทึบรังสีบางชนิดที่ใช้ฉีดผู้ป่วยเวลาตรวจทางเอกซเรย์ก็มีผลให้ไตวายได้เช่นกัน ดังนั้น หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง



          - อาชีพและอุบัติเหตุ คนบางอาชีพมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตได้มากกว่าคนทั่วไป เช่น นักมวย ที่อาจถูกเตะต่อยบริเวณไต รวมทั้งคนที่ทำงานในโรงงาน ก็อาจได้รับสารพิษสะสมในไตมานาน



ปวดหลัง



โรคไต ใครเสี่ยงป่วยมากกว่าเพื่อน ?



           1. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป



           2. ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคไต



           3. ผู้ที่มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำ น้อยกว่า 2,500 กรัม



           4. ผู้ป่วยโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ



           5. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน



           6. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง



           7. ผู้ป่วยโรคเนื้องอกในไต



           8. ผู้ที่ได้รับสารพิษจากยาบางชนิด หรือสารแปลกปลอมอยู่เป็นประจำ หรือมากเกิน



           9. ผู้ป่วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ



           10. ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เซลล์ตัวเอง

บิม100 ดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404







บิม100 ดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน, โรคน้ำย่อยไหลกลับ, โรคกรดไหลกลับ หรือ โรคเกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ







กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน



มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย



สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา



โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้















สาเหตุที่ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารหย่อนสมรรถภาพนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด



กรดไหลย้อนเกิดจาก



โรคกรดไหลย้อน



สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

มีปริมาณกรดค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ เนื่องจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดปกติ เช่น มีน้ำลายน้อย หรือการบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ (ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ)

กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากอายุที่สูงมากขึ้น (เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง), จากการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยาทางจิตประสาท), จากการได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว (เช่น แอลกอฮอล์, สะระแหน่) จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร

การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร เช่น อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, โรคอ้วน, การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย, การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน (เช่น อาหารมัน) เป็นต้น

มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยและนานขึ้น เช่น การมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่, การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น, กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น, กระเพาะมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น


บิม100 ดูแลสุขภาพ โรคซีสที่มดลูกและกรดไหลย้อน โทร 089 071 8889





บิม100 ดูแลสุขภาพ โรคซีสที่มดลูกและกรดไหลย้่อน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






ช็อกโกแลตซีสต์ เกิดได้อย่างไร



          ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือ ถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่" (Endometriosis) เกิดจากเลือดประจำเดือนที่ปกติต้องไหลออกมาทางช่องคลอด แต่กลับไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องผ่านท่อรังไข่ และนำเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเข้าไปด้วย เมื่อเซลล์นี้ไปฝังตัวอยู่ที่อวัยวะไหนก็จะเกิดถุงน้ำขึ้นที่อวัยวะนั้น เช่น อุ้งเชิงกราน ท่อรังไข่ ลำไส้ ช่องคลอด มดลูก ฯลฯ



          บริเวณที่พบช็อกโกแล็ตซีสต์ได้บ่อยคือรังไข่ เนื่องจากบริเวณรังไข่เป็นบริเวณที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโต แต่ถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกจะไม่กลายเป็นซีสต์ ทว่าจะกลายเป็นพังผืดหรือก้อนในกล้ามเนื้อมดลูกแทน เพราะกล้ามเนื้อมดลูกค่อนข้างแข็ง และเราเรียกภาวะนี้ว่า "Adenomyosis" ซึ่งผลที่ตามมาคือภาวะปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ประจำเดือนมามาก และมีบุตรยาก



          ทั้งนี้ เมื่อเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมา ถุงน้ำที่ฝังตัวอยู่ก็จะมีเลือดออกด้วย แต่เมื่อเลือดประจำเดือนออกหมดแล้วในเดือนนั้น ร่างกายก็จะดูดน้ำจากถุงกลับมา ทำให้เลือดในถุงเข้มข้นขึ้น หากเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนาน ๆ จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า "ถุงน้ำช็อกโกแลต" หรือ "ช็อกโกแลตซีสต์" นั่นเอง



          นั่นหมายความว่า แต่ละเดือนที่ผ่านไป ถุงน้ำก็จะยิ่งมีเลือดออกเพิ่มขึ้น และขยายใหญ่ขึ้น แต่จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้า ๆ



 ส่องอาการของโรคช็อกโกแลตซีสต์



          คนที่เป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์จะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเมื่อมีประจำเดือน และจะปวดมากขึ้นทุก ๆ เดือน โดยจะปวดด้านหน้า ตั้งแต่สะดือไปถึงอุ้งเชิงกราน ส่วนด้านหลังตั้งแต่บั้นเอวไปถึงก้นกบ อาจปวดจนเป็นลม มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องเสีย ปวดมากเวลาขับถ่าย ปวดเสียดในท้อง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์



          นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นช็อกโกแลตซีสต์จะมีบุตรยาก เพราะท่อนำไข่ตีบตัน สาเหตุมาจากมีพังผืดรั้งอยู่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้ หากปรารถนาจะมีบุตรต้องรักษาช็อกโกแลตซีสต์ให้หายเสียก่อน

















ช็อกโกแลตซีส





 ใครเสี่ยงโรคช็อกโกแลตซีสต์บ้าง



          ผู้ที่สามารถเป็นช็อกโกแลตซีสต์ได้ คือ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว พบได้ไม่เกิน 5% แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์มากกว่าคนกลุ่มอื่น คือ



           ผู้ที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุน้อย



           ผู้ที่มีประจำเดือนรอบสั้น คือ มีมากกว่าเดือนละ 2 ครั้ง



           ผู้ที่ประจำเดือนออกมามาก หรือนานกว่า 7 วัน



           ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะทางมารดา พี่สาว น้องสาว หากเคยเป็นโรคนี้ จะมีเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 3-10 เท่า



           ผู้ที่มีความผิดปกติของทางออกประจำเดือน เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาเยื่อพรหมจารีเปิด



 จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือไม่



          หลายคนไม่สามารถแยกแยะออกว่า การปวดท้องนั้นเป็นการปวดท้องประจำเดือนปกติ หรือปวดเพราะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แต่เราสามารถแยกได้โดยโรคนี้มักพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป หรือวัยก่อนหมดประจำเดือน หากปกติไม่เคยปวดท้องประจำเดือนมาก่อน แต่พออายุ 30 ปีขึ้นไปแล้วกลับมีอาการปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ และปวดมากขึ้นทุกเดือน ถึงขนาดต้องหยุดเรียน หยุดงาน ให้สงสัยว่า คุณอาจเป็นช็อกโกแลตซีสต์ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูให้แน่ใจ



          อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่มีอาการปวดเลย ยกเว้นเมื่อขนาดของซีสต์โตมาก ๆ แล้วไปกดอวัยวะข้างเคียง หรือแตกออกมา ซึ่งซีสต์มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ราว ๆ 0.3-0.7%



 วิธีการตรวจหาช็อกโกแลตซีสต์



          เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจภายใน เพื่อคลำหาก้อน หรืออาจจะตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการทำอัลตราซาวด์ เพื่อหาถุงน้ำในรังไข่ แต่บางครั้งก้อนมีขนาดเล็กมา มองไม่เห็น จึงต้องใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง โดยเปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณใต้สะดือแล้วสอดกล้องขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร-1 เซนติเมตรลงไป เพื่อตรวจวินิจฉัยว่ามีก้อนงอกบริเวณมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ลำไส้ หรือไม่ ซึ่งวิธีนี้เป็นการตรวจที่แน่นอนที่สุด


บิม100 สมุนไพรช่วยโรคกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404





บิม100 สมุนไพรช่วยโรคกรดไหลย้อน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife









โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร  ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่

• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร

• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ

• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง

อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ

• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป

• ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ

โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

กระเพาะอาหาร

ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป

หูรูดหลอดอาหาร

หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก

จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?

หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด  แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร













การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่

การรับประทานอาหาร

– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่

• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด

• อาหารทอด อาหารไขมันสูง

• อาหารรสจัด รสเผ็ด

• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ

• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์

• ช็อกโกแลต

รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ

การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน

ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร

หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน

งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น

การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

ยกศีรษะและลำตัวให้สูง

กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ

ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ผ่อนคลายความเครียด

ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

การตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์


วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บิม100 ดูแลสุขภาพโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404





บิม100 ดูแลสุขภาพโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกระเพาะอาหาร



สาเหตุของโรคกระเพาะ

       

       โรคกระเพาะอาหารมีกลไกการเกิดที่ซับซ้อนมาก และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในแต่ละสาเหตุจะทำให้เกิดภาวะที่มีกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากเกินไป จนทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

     

       1. กลุ่มโรคกระเพาะชนิดมีแผล อาจเป็นแผลตรงกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น

       - สาเหตุเกิดจากการใช้ยาต้านการอักเสบบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน อินโดเมทาซิน นาโพรเซน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนก ฯลฯ ซึ่งก็คือยาแก้ปวดปวดต่างๆ

       - ติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacterpylori) หรือ เอชไพโลไร (H. pylori) ซึ่งติดต่อได้จากการกินอาหาร เชื้อนี้จะอาศัยอยู่ในชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหาร แล้วสร้างสารที่เป็นด่างออกมาเจือจางกรดที่อยู่รอบๆ ตัวมัน และสร้างสารพิษทำลายเซลล์เยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจเรื้อรังถึงขั้นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

     

       2. กลุ่มโรคกระเพาะที่ไม่มีแผล มีสาเหตุที่หลากหลาย

       - การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา

       - การรับประทานอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด

       - ภาวะกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาหลอดอาหาร

       - การสูบบุหรี่

       - การดื่มสุรา กาแฟ

       - ความเครียด

       ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง แล้วนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้









     

       อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร

     

       1. ปวดแบบรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาจเกิดจากโรคอื่นๆ นอกเหนือจากโรคกระเพาะได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดีหรือตับอ่อนอักเสบ

       2. ปวดแบบเป็นๆ หายๆ มาไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน เป็นการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับมื้ออาหาร เช่น ปวดขณะหิวหรืออิ่ม แต่เป็นการปวดแบบทนได้ และเมื่อรับประทานยาลดกรดหรืออาหารแล้วมีอาการดีขึ้น

       3. ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว

       4. บางคนอาจมีอาการกำเริบเวลากินยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ของมันๆ ของหวานๆ อาหารที่ย่อยยากหรือกำเริบในช่วงที่รับประทานอาหารผิดเวลาหรือปล่อยให้หิวนานๆ หรือเวลาที่มีความเครียด



     

       วิธีป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

       

       - งดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

       - งดการใช้ยาแก้ปวดและยารักษาโรคข้อกระดูกอักเสบทุกชนิด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ ควรปรึกษาแพทย์

       - อย่าเครียด ควรหาวิธีการผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล รวมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ

       - อย่านอนดึก พอยิ่งดึกเราก็จะยิ่งหิว เพราะกรดถูกหลั่งออกมาในท้องมากเกินไป

       - ควรรับประทานอาหารในจำนวนที่น้อยแต่ให้บ่อยมื้อขึ้น ไม่ควรรับประทานจนอิ่มมากเกินไปในแต่ละมื้ออาหาร

       - ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา

       - ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติที่เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม กาแฟ ของทอด ของมัน ขนมขบเคี้ยว เพราะว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากกว่าปกติ

       - ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

     

       ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารไม่ถือว่าเป็นโรคที่อันตราย สิ่งที่ควรระวังคือ โรคกระเพาะอาหารมักจะเป็นเรื้อรัง เมื่อรักษาแผลหายไปแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ควรจะปฏิบัติตนให้ถูกต้องหากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นแก่เสียชีวิตได้


ดูแลสุขภาพ อาการกรดไหลย้อน BIM100 โทร 094 435 0404







ดูแลสุขภาพ อาการกรดไหลย้อน BIM100

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







ไมเกรน (Migraines) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ



ไมเกรน



อาการของไมเกรน


ไมเกรน มักจะเกิดในวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ระยะแรก โดยจะแบ่งอาการเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ระยะอาการเตือน (Aura) ระยะปวดศีรษะ (Headache) และระยะหลังจากปวดศีรษะ(Postdrome) ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกขั้นก็ได้



ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ในช่วงหนึ่งหรือสองวันแรกก่อนจะเป็นไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการบอกเหตุหรือสัญญาณเตือนของการเป็นไมเกรน ดังนี้



การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า (depression) ไปจนถึงภาวะเคลิ้มสุข (euphoria)

ความอยากอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ

มีอาการปวดตึงคอ

กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยขึ้น

หาวบ่อย

ท้องผูก

ระยะอาการเตือน (Aura) คือ อาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดไมเกรน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะเป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการเตือน ซึ่งการเตือนนี้มักค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเกิดอาการต่อเนื่องเป็นชั่วโมง อาการเตือน สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกระพริบ ๆ หรือสายตาพร่ามัว มองเห็นรูปภาพเป็นรูปทรงต่าง ๆ ผิดขนาด แสงซิกแซก เห็นจุดแสงวาบ มองเห็นเป็นเส้นคลื่น

นอกจากนั้น อาการนำ อาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะที่รับความรู้สึก (ประสาทสัมผัส) การเคลื่อนไหว หรือการพูด พูดลำบาก กล้ามเนื้อจะรู้สึกคล้าย ๆ จะอ่อนแรง หรืออาจรู้สึกเหมือนมีใครกำลังสัมผัสตัวอยู่ รู้สึกชาที่มือหรือเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้ จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ













ระยะที่เกิดอาการปวดศีรษะ (Headache) ในขณะที่ปวดไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้



มีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง

มีอาการปวดแบบตุบ ๆ

แสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น

มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด

มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม

ระยะที่หายจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการเกิดไมเกรนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้

มีอาการสับสบ มึนงง

มีอารมณ์หงุดหงิด

เวียนศีรษะ

อ่อนล้า อ่อนแรง

มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง

หากอาการปวดไมเกรนมีความรุนแรงมาก โดยที่ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอาการได้ด้วยยาแก้ปวด ให้จดจำหรือบันทึกอาการของไมเกรนที่เกิดขึ้้นและวิธีปกติที่ใช้รักษา แล้วไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป โดยหากพบว่ามีอาการหรือสัญญาณของไมเกรนดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์

ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน

ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ ปวดเมื่อยคอ สับสนมึนงง มีอาการชัก มองเห็นภาพซ้อน หรืออ่อนแรง

มีความรู้สึกชา หรือพูดติดขัดอย่างชัดเจน

มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก หลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ

มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ที่เป็นมากขึ้นเวลาไอ เวลาออกแรงมาก หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป

มีอาการปวดศีรษะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี

สาเหตุของไมเกรน

ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยดังนี้



สิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน อารมณ์ ร่างกาย การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม และการใช้ยา เป็นต้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์


BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ โรคกรดไหลย้อน โทร 094 709 4444





BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพ โรคกรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife








โรคกรดไหลย้อน 


กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!

คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร



อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่



อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน

อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง

ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร











บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น



คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น







สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม



ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล


BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร อาการกรดไหลย้อน ไมเกรน ความดันโลหิต โทร 094 435...





BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร อาการกรดไหลย้อน ไมเกรน ความดันโลหิต

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน


โรคกรดไหลย้อน นับว่าเป็นโรคหนึ่งที่คนวัยทำงานเริ่มได้ยินบ่อยมากขึ้นในยุคนี้ ภาวะโรคกรดไหลย้อนนั้น เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้มีการเกิดการอักเสบของหลอดอาหาร นำมาซึ่งการทำให้คนไข้จะมีอาการเจ็บหน้าอก

อย่างที่รู้ๆกันอยู่เมื่อพวกเรารับประทานอาหารเข้าทางปาก ของกินจะถูกบด และก็กลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารก็ จะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะ ระหว่างรอยต่อของกระเพาะ แล้วก็หลอดอาหารจะมีหูรูด ทำให้ที่ปิดไม่ให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่อของกินอยู่ ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่อของกินได้รับการสรุปยแล้วจะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็กนั้นเอง แต่ว่าเหตุอยู่ที่ถ้ามีกรดไหลย้อนไปยังหลอดของกินก็จะส่งเสียต่อร่างกาย โดยมีลักษณะเจ็บอก เจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบทรวงอก อาจจะรู้สึกรสเปรี้ยวนั่นเอง



ปัจจัยเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน

ภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีจากความแปลกของหลายๆส่วนในระบบเดินของกิน อาทิเช่น ทางกายภาพ อย่างเช่น มีหูรูดกระเพาะปิดไม่สนิท, มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ไม่ดีเหมือนปกติไป, มีการเลื่อนของหูรูดกระเพาะไปจากส่วนที่ต้องเป็น ดังนี้หูรูดกระเพาะจะอยู่ชิดกับกะบังลม ซึ่งหากในจุดนี้มีการเกินไป ก็มีผลสู่ต้นเหตุหนึ่งที่ให้กำเนิดโรคนี้ได้ นอกจากนั้นต้นเหตุที่เป็นตัวการส่งเสริมให้กำเนิดโรคนี้ อันดับที่หนึ่งเป็น พฤติกรรมของตัวเรา โดยยิ่งไปกว่านั้นกับผู้ที่ถูกใจรับประทานจุบกินจิบ กินอาหารไม่ตรงเวลา ถูกใจของกินรสจัด กินเหล้า ดูดบุหรี่ รีบในการรับประทานอาหาร การกระทำแบบนี้มีโอกาสในการเสี่ยงสูง



สังเกตอาการโรคกรดไหลย้อนได้ยังไง

ลักษณะของอาการที่แสดงอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมากจากความเปลี่ยนไปจากปกติจากโรคเป็น มีโรคบางโรคที่ทำให้มีน้ำลายน้อย เพียงพอมีน้ำลายน้อยก็ทำให้การชะล้างกรดมีความผิดธรรมดาได้ หรือมีสาเหตุจากการกินยาบางประเภทส่งผลต่อการโรคกรดไหลย้อนได้ ซึ่งอาการชี้มาในรูปแบบของ



มีลักษณะแสบร้อนในทรวงอก

เรอบ่อย

จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ บางรายจุกแน่นมาถึงคอ

นอกเหนือจากนี้ยังมีลักษณะอาการอื่นที่ไม่ควรละเลย เป็นการไอเรื้อรัง โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ก็บางทีอาจเป็นไปได้ว่ากำเนิดกรดไหลย้อนขึ้นมาสูงกระทั่งเข้าไปในหลอดลม มีผลต่อการอแล้วก็หอบ ซึ่งกรดกลุ่มนี้สามารถกระตุ้นการหอบได้ด้วย













ละเลยกรดไหลย้อน เสี่ยงโรคมะเร็งหลอดของกิน

ถ้าหากปลดปล่อยไว้จะเป็นการเพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร เพราะเหตุว่าหลอดของกินไม่สามารถที่จะทนประมือดได้มากนัก ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อมีการอักเสบเป็นประจำอาจจะเป็นผลให้เซลล์ต่างๆมีการเปลี่ยนรูปร่างไปก็ได้ แม้กระนั้นอย่างไรก็แล้วแต่สภาวะนี้กำเนิดได้น้อย



อย่างไรก็ดีโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่โรครุนแรงถึงชีวิต แต่ว่าเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับคนเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและก็คุณภาพการทำงานลดน้อยลง สิ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องพบเจอจริงๆจากโรคกรดไหลย้อนนี้ คือคนไข้ กำเนิดความลำบากสำหรับการดำรงชีวิตทุกวัน ตัวอย่างเช่น มีลักษณะจุกแน่นอึดอัด แน่นหน้าอกมากมาย กระทั่งกำเนิดความกังวลใจ นอนไม่หลับ เนื่องจากอาการกรดไหลย้อนจะมีลักษณะมากขึ้นเมื่อนอน ก่อให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจที่ไม่พอ กล่าวได้ว่าเป็นการก่อกวนการวิถีชีวิตในทุกวัน แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้พวกเราเสียชีวิต



ดังนี้โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับลักษณะโรคกระเพาะ ก็เลยเป็นให้ใครหลายคนหลงผิด มีความคิดว่าตัวเองบางทีก็อาจจะเป็นโรคกระเพาะ รวมทั้งไปซื้อยาฉาบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ซึ่งเป็นการรักษาไม่ถูกจุด


กรดไหลย้อน รักษาได้ยังไง

เมื่อสงสัยว่าจะกำเนิดโรคกรดไหลย้อน ขั้นแรกหมอบางครั้งอาจจะจำต้องไถ่ถาม ด้วยเหตุว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่แค่เรอวันเดียว อาเจียนวันเดียว แล้วจะเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งถ้าว่าวิเคราะห์แล้ว อาการแสดงเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน ธรรมดาจะชี้แนะให้รับประป้ายยาปรับการหลั่งก่อน 1-2 อาทิตย์ ดังนี้การกินยาเป็นอีกทั้งการดูแลรักษาแล้วก็วิเคราะห์ ด้วยเหตุว่าธรรมดากรดไหลย้อนมักจะดียิ่งขึ้นด้วยการกินยา แต่ว่าถ้าหากไม่ดีขึ้น ลำดับต่อไป



เดี๋ยวนี้มีวิธีการรักษาจากการส่องกล้องเพื่อมองรูปแบบของหลอดอาหาร ร่วมถึงมีการวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร วัดความดัน ตรงรอบๆหูรูดของหลอดอาหาร ในระดับต่างๆ



คนใดกันบ้างที่เป็นกรุ๊ปเสี่ยงของโรคนี้

1. คนวัยแก่

คนแก่จะได้โอกาสกำเนิดกรดไหลย้อนสูงมากขึ้น เพราะเหตุว่าหูรูดกระเพาะจะหย่อนมากยิ่งกว่าธรรมดา ยิ่งไปกว่านี้เพียงพอแก่ขึ้น เยื่อบุต่างๆเสื่อมสภาพลง น้ำลายน้อยลง หรือจำต้องกินยาต่างๆหลากหลายประเภทที่ส่งผลข้างๆทำให้น้ำลายลดน้อยลงหรือ รับประทานยาบางอย่างที่ทำให้หูรูดกระเพาะปิดไม่สนิท ก็มีอาการของโรคกรดไหลย้อนตามม



2. คนอ้วน



ในอายุน้อย แต่ว่ามีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น แล้วก็การกิน ชา กาแฟ ของมัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งกรด ดังนี้เมื่อน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ความดันในท้องมากยิ่งขึ้น หูรูดกระเพาะก็บางทีอาจปิดไม่สนิท


BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย อาการกรดไหลย้อน ความดันโลหิต โทร 094 709...





BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย อาการกรดไหลย้อน ความดันโลหิต

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน 



กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!

คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร



อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่



อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน

อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง

ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร











บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น



คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน  ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น







สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม



ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล




BIM100 สมุนไพรช่วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404




BIM100 สมุนไพรช่วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







อาการของโรคกระเพาะ





-     ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน โดยเฉพาะเวลาท้องร้องหรือหิว แต่เป็นอาการปวดที่ทนได้



-     ในบางรายปวดหลังจากรับประทานอาหาร



-     อาการปวดแน่นดังกล่าว สามารถบรรเทาด้วยยาลดกรดหรืออาหาร



-     จะมีอาการปวดเป็นๆ หายๆ โดยมีการเว้นช่วงค่อนข้างนานแล้วกลับมาเป็นใหม่ เช่น ปวด 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอีกหลายเดือนจึงกลับมาปวดใหม่



-     ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว



-     มีอาการท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน



-     ถึงจะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพทั่วไปยังไม่ทรุดโทรม



      อย่างไรก็ตามอาการของโรคอาจจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคเลยก็ได้ เช่น บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพาะอาหารและลำไส้







อาการแทรกซ้อนของโรคกระเพาะ





-     อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเหลวเป็นสีดำ หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม อันเนื่องมาจากเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร



-     อาการปวดท้องช่วงบนแบบเฉียบพลัน หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารทะลุ



-     อาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารอุดตัน



หากมีอาการข้างต้น ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะถึงแก่ชีวิตได้










สาเหตุของโรคกระเพาะ



      สาเหตุของโรคกระเพาะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลาเพียงอย่างเดียว มีสาเหตุดังนี้





1.  เชื้อโรค Helicobacter pylori

เชื้อโรค Helicobacter pylori หรือภาษาไทยอ่านว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร” แบคทีเรียตัวนี้ จะมีรูปร่างเป็นแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามารถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี  แบคทีเรียดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการคาดการณ์ผู้คนทั่วโลกได้ติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยพบการติดเชื้อ 40% ของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั้งหมด พบมากที่สุดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับการติดเชื้อ Helicobacter pylori เกิดจากผู้ป่วยโรคกระเพาะ รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก หรืออาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในอาหารและน้ำดื่ม หรือสัมผัสน้ำลายหรืออุจจาระของคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ







2.  กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ทำให้มีกรดในกระเพาะมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะมากขึ้น

2.1 ความเครียด ความวิตกกังวล เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และก่อการอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ส่งผลทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

2.2 การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง

2.3 ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามาก

2.4 การสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก

2.5 รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา

2.6 ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามากจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร







3.  มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร

3.1 รับประทานยาแก้ปวด ยาแก้ปวด แก้ปวดกระดู ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพรินและยาสเตียรอยด์ ยาชุดต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ต่อให้เป็นการให้ยาโดยการอมใต้ลิ้นหรือฉีดก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ

3.2 รับประทานอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัด

3.3. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง

4.  คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระเพาะ หากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคสูง

   

บิม100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404





บิม100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร



โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร



แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน



พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่



และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้



ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้


โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?



สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น



มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้



ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง



ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร











เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน  ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้



ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด



นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร



ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด



หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น



โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?



1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร



-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย

-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ

-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ

-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า

-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก

-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา

-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ

-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้



2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม



-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม

-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน

-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน

-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น

-เจ็บหน้าอก

-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ



3. อาการทางจมูก และหู



-คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ

-หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู