อาหารเสริมระบบภูมิคุ้มกัน Bim100 คือ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างภูมิสมดุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างภูมิสมดุล แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
อาการโรคเบาหวาน บิม100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย โทร 094 709 4444
: อาการโรคเบาหวาน บิม100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย
ข้อมูลเพิ่มเติมอาหารเสริม บิม100 BIM100 สูตรไดอาบีน๊อกซ์ สีฟ้า
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
https://www.jumbolifeshop.com/p/22
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แล้วแต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกเช่น อ้วนเกินไปมีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือจะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน
แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่าถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว และมีผลแทรกซ้อนมากมาย แต่จนถึงปัจจุบันสถิตการพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด วันนี้ HonestDocs จึงนำท่านมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในเบื้องต้นกัน
เบาหวานมีมากกว่า 1 ชนิด
เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป โดยโรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ซึ่งหากจะเปรียบเทียบโรคเบาหวานแบบง่ายๆ ก็คือร่างกายเราเหมือนระบบปั๊มน้ำ และน้ำก็คือเลือด โดยปกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปกติ แต่หากมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น ซึ่งก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำจะทำให้น้ำในระบบมีความหนืดขึ้น ปั๊มหรือหัวใจ ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น และท่อน้ำหรือหลอดเลือดก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น จึงทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นได้
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือภาวะที่ร่างกายไม่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปกติแล้วจะพบในเด็กและผู้ใหญ่อายุน้อย ซึ่งจะต้องได้รับยาอินซูลินเพื่อรักษา
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร
โรคเบาหวานคือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ได้จากอาหารที่รับประทาน ซึ่งฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนและทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด
ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ปกติจะต่อสู้กับเชื้อโรค จะทำลายเซลล์ในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนหยุดการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อร่างกายไม่มีอินซูลินแล้ว จะไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับยาอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ
เบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติมักพบในวัยกลางคนถึงวัยอายุมาก โรคเบาหวานชนิดนี้คือชนิดที่พบได้มากที่สุด
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ที่ได้จากการรับประทานอาหาร ฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนจะช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้
สร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล Bim100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน โทร 088 8...
: สร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล Bim100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน
ข้อมูลเพิ่มเติมอาหารเสริม บิม100 BIM100 สูตรไดอาบีน๊อกซ์ สีฟ้า
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
https://www.jumbolifeshop.com/p/22
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แล้วแต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกเช่น อ้วนเกินไปมีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือจะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน
แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่าถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว และมีผลแทรกซ้อนมากมาย แต่จนถึงปัจจุบันสถิตการพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด วันนี้ HonestDocs จึงนำท่านมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในเบื้องต้นกัน
เบาหวานมีมากกว่า 1 ชนิด
เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป โดยโรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ซึ่งหากจะเปรียบเทียบโรคเบาหวานแบบง่ายๆ ก็คือร่างกายเราเหมือนระบบปั๊มน้ำ และน้ำก็คือเลือด โดยปกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปกติ แต่หากมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น ซึ่งก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำจะทำให้น้ำในระบบมีความหนืดขึ้น ปั๊มหรือหัวใจ ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น และท่อน้ำหรือหลอดเลือดก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น จึงทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นได้
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือภาวะที่ร่างกายไม่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปกติแล้วจะพบในเด็กและผู้ใหญ่อายุน้อย ซึ่งจะต้องได้รับยาอินซูลินเพื่อรักษา
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร
โรคเบาหวานคือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ได้จากอาหารที่รับประทาน ซึ่งฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนและทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด
ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ปกติจะต่อสู้กับเชื้อโรค จะทำลายเซลล์ในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนหยุดการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อร่างกายไม่มีอินซูลินแล้ว จะไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับยาอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ
เบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติมักพบในวัยกลางคนถึงวัยอายุมาก โรคเบาหวานชนิดนี้คือชนิดที่พบได้มากที่สุด
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ที่ได้จากการรับประทานอาหาร ฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนจะช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้
วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
BIM100 น้ำมังคุด ดูแลอาการโรคข้อเข่าเสื่อม สร้างภูมิสมดุล โทร 094 709 4444
BIM100 น้ำมังคุด ดูแลอาการโรคข้อเข่าเสื่อม สร้างภูมิสมดุล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร
โรคข้อเข่าเสื่อม คือ โรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมาก เมื่อมีการใช้งานผิวข้อที่สึกจะมีการขัดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา
มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง
1. อายุ การเกิดข้อเข่าเสื่อมจะพบมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น
2. เพศ พบในเพศหญิงบ่อยกว่าเพศชาย
3. พันธุกรรม อาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย
4. ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น
5. การได้รับบาดเจ็บ เช่น การมีเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด หรือมีกระดูกผิวข้อแตก
อาการและอาการแสดงเป็นอย่างไร
1. อาการปวด เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานและลดลงหลังจากการพัก
2. ข้อยึดติด ถ้าเป็นมาก มุมของการเหยียดงอเข่าจะลดลง เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันลำบาก
3. ข้อบวม อาจพบเป็นๆ หายๆ เกิดจากเยื่อบุข้อ มีการอักเสบหรือมีการสร้างน้ำไขข้อเพิ่มขึ้น
4. มีเสียงหรือมีความรู้สึกว่ากระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหวข้อ
5. ถ้าเป็นรุนแรง ข้อจะผิดรูป ขาโก่ง
6. ข้อหลวม รู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดิน เนื่องจากเอ็นรอบๆ ข้อหย่อน
7. กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมีขนาดเล็กลงและไม่มีแรง
การรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด
1. การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
- การพักหรือใช้งานข้อให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่า เช่น คุกเข่า พับเพียบ ยองๆ ขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ
- หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นควรเดินช้าๆ และขึ้นลงทีละขั้น
- หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดียวนานๆ ควรเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ
- นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆ ควรทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยพยุงตัวเวลาจะนั่งหรือยืน
2. ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง
3. การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้
4. ที่นอนควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนบนพื้น เพราะจะปวดมากเวลาจะนอนหรือลุกขึ้น
5. การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดและกล้ามเนื้อเกร็งได้
6. การสวมสนับเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสียความมั่นคง จะช่วยกระชับข้อและลดอาการปวด
7. การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ และการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
8. การใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่
- ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ
- ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น
- ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยารับประทาน
- การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น
- การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น
วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
ยิ่งอายุเยอะ สุขภาพยิ่งแย่ลง BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้สุขภาพ ช่วยโรคข้อเข...
ยิ่งอายุเยอะ สุขภาพยิ่งแย่ลง BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้สุขภาพ ช่วยโรคข้อเข่าเสื่อม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/23
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร
โรคข้อเข่าเสื่อม คือ โรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมาก เมื่อมีการใช้งานผิวข้อที่สึกจะมีการขัดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา
มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง
1. อายุ การเกิดข้อเข่าเสื่อมจะพบมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น
2. เพศ พบในเพศหญิงบ่อยกว่าเพศชาย
3. พันธุกรรม อาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย
4. ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น
5. การได้รับบาดเจ็บ เช่น การมีเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด หรือมีกระดูกผิวข้อแตก
อาการและอาการแสดงเป็นอย่างไร
1. อาการปวด เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานและลดลงหลังจากการพัก
2. ข้อยึดติด ถ้าเป็นมาก มุมของการเหยียดงอเข่าจะลดลง เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันลำบาก
3. ข้อบวม อาจพบเป็นๆ หายๆ เกิดจากเยื่อบุข้อ มีการอักเสบหรือมีการสร้างน้ำไขข้อเพิ่มขึ้น
4. มีเสียงหรือมีความรู้สึกว่ากระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหวข้อ
5. ถ้าเป็นรุนแรง ข้อจะผิดรูป ขาโก่ง
6. ข้อหลวม รู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดิน เนื่องจากเอ็นรอบๆ ข้อหย่อน
7. กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมีขนาดเล็กลงและไม่มีแรง
มีวิธีการรักษาอย่างไร และสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ โดยจุดมุ่งหมายในการรักษา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยให้หน้าที่การใช้งานของข้อกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ วิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวังและความพร้อมของผู้ให้การรักษา
การรักษามีแนวทางหลัก 2 วิธี ได้แก่ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
การรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด
1. การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
- การพักหรือใช้งานข้อให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่า เช่น คุกเข่า พับเพียบ ยองๆ ขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ
- หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นควรเดินช้าๆ และขึ้นลงทีละขั้น
- หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดียวนานๆ ควรเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ
- นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆ ควรทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยพยุงตัวเวลาจะนั่งหรือยืน
2. ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง
3. การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้
4. ที่นอนควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนบนพื้น เพราะจะปวดมากเวลาจะนอนหรือลุกขึ้น
5. การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดและกล้ามเนื้อเกร็งได้
6. การสวมสนับเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสียความมั่นคง จะช่วยกระชับข้อและลดอาการปวด
7. การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ และการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
8. การใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่
- ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ
- ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น
- การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น
- การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น
วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บิมร้อย น้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง โทร 088 826 4444
บิมร้อย น้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM
โทร 089-071-8889 ,094-435-0404
094-709-4444,088-826-4444
https://www.bim100forlife.com/
line id : @jumbolife
โรคมะเร็ง (Cancer) เป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่พบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบได้สูงในอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า
โรคมะเร็งที่พบบ่อยของชายไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว กระเพาะปัสสาวะ ช่องปาก กระ เพาะอาหาร และหลอดอาหาร
โรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง เต้านม ปากมดลูก ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ รังไข่ เม็ดเลือดขาว ช่องปาก ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
โรคมะเร็งพบบ่อยในเด็กไทย เรียงจากลำดับแรก 4 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเนื้องอก/มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา/Neuroblas toma (มะเร็งของประสาทซิมพาทีติก)
โรคมะเร็งคือโรคอะไร?
โรคมะเร็ง คือ โรคซึ่งเกิดมีเซลล์ผิดปกติขึ้นในร่างกาย และเซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบ โตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเซลล์เหล่านี้ จึงเจริญลุกลามและแพร่กระจายได้ทั่วร่างกาย ส่งผลให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆทำงานไม่ได้ จึงเกิดเป็นโรค และมีอาการต่างๆขึ้น และเมื่อเป็นมะเร็งของอวัยวะสำคัญ หรือ มะเร็งแพร่กระจายเข้าอวัยวะสำคัญ อวัยวะเหล่านั้นจึงล้มเหลว ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ได้แก่ ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก และไขกระดูก
โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกอย่างไร?
โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกที่ ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็ง โตเร็ว ลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าหลอดเลือด/กระแสโลหิต/กระแสเลือด และหลอดน้ำ เหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ ปอด ตับ สมอง กระดูก และไขกระดูก ดังนั้นโรคมะเร็งจึงเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง มีการรักษาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง
โรคเนื้องอก ได้แก่ มีก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกด หรือ เบียดเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระแสโล หิต และทางกระแสน้ำเหลือง จึงเป็นโรคมักรักษาได้หายโดยเพียงการผ่าตัด
โรคมะเร็งเกิดได้อย่างไร?
สาเหตุของโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่แพทย์พบปัจจัยเสี่ยงได้หลายปัจจัยเสี่ยง และเชื่อว่า สาเหตุน่ามาจากหลายๆปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โอกาสเกิดจากปัจจัยเดียวพบได้น้อยมาก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็ง ได้แก่
มีพันธุกรรมผิดปกติ เป็นได้ทั้งพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ หรือ พันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด
-สูบบุหรี่
-ดื่มสุรา
-ขาดสารอาหาร
-ขาดการกินผัก และผลไม้
-กินอาหารไขมัน และ/หรือ เนื้อแดงสูงต่อเนื่อง เป็นประจำ
-การสูดดมสารพิษบางชนิดเรื้อรัง เช่น สารพิษในควันบุหรี่ (สารก่อมะเร็ง หรือ สัมผัสสารก่อมะเร็งอย่างต่อเนื่องโดย เฉพาะในปริมาณสูง
-ร่างกายได้รับโลหะหนักเรื้อรังจาก การหายใจ อาหาร และ/หรือ น้ำดื่ม เช่น สารปรอท
-ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส เอชไอวี (HIV) ไวรัส เอชพีวี (HPV)
-ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อเอชไพโลริในกระเพาะอาหาร (โรคติดเชื้อเอชไพโลไร)
-ติดเชื้อพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ตับ
-การใช้ยาฮอร์โมนเพศต่อเนื่อง
-สูงอายุ เพราะเซลล์ผู้สูงอายุมีการเสื่อม และการซ่อมแซมต่อเนื่อง จึงเป็นสาเหตุให้เซลล์กลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
โรคมะเร็งมีอาการอย่างไร?
ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่เลวลงเรื่อยๆและเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1-2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560
สร้างภูมิสมดุล BIM100 สมุนไพรช่วยโรคเอดส์ โทร 089 071 8889
สร้างภูมิสมดุล BIM100 สมุนไพรช่วยโรคเอดส์
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/312
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
การติดเชื้อโรคเอดส์แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้
ระยะที่ 1 ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ
หรือเรียกว่า ระยะติดเชื้อเอดส์โดยไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV infection) ระยะนี้คนไข้จะสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดีโดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แม้ว่าในระยะ 2-3 สัปดาห์หลังติดเชื้อเข้าไปใหม่ ๆ บางรายอาจมีอาการคล้าย ๆ ไข้หวัด มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะอยู่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นไข้ก็หายไปเองหรือคนไข้อาจไม่สังเกตว่ามีอาการผิดปกติอะไรเลยก็ได้ ระยะนี้จะทราบว่าติดเชื้อมาแล้วได้โดยการตรวจเลือดพบเลือดบวกต่อเชื้อเอดส์ ซึ่งโดยทั่วไปจะตรวจพบได้ตั้งแต่ประมาณ 3-12 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อเข้าไป ระยะนี้ถึงจะไม่มีอาการแต่ก็เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได บุคคลเหล่านี้จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะมีอาการในระยะที่ 2 และ 3 ต่อไป
ระยะที่ 2 ระยะที่ปรากฏอาการเริ่มแรก
หรือเรียกว่า ระยะที่อาการสัมพันธ์กับเอดส์ (ARC = AIDS Related Comtlex) คนไข้จะเริ่มปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุเช่น
ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน
น้ำหนักตัวลดลงเร็วมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลานานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ
มีฝ้าขาที่ลิ้นและในลำคอ
มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
มีอาการโรคเริม (herpes simplex) ลุกลามและเรื้อรังผู้ป่วยในระยะที่ 2 นี้สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ และบางส่วนของผู้ป่วยจะมีอาการต่อในระยะที่ 3
ระยะที่ 3 เป็นระยะท้ายหรือเรียกว่า โรคเอดส์เต็มขั้น (full-blow AIDS)
ระยะนี้อาจจะมีอาการเหมือนระยะที่ 2 แต่มักมีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เกิดขึ้นร่วมด้วย เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายไปมากขั้น ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อขอบระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ เป็นต้น นอกจากนี้ในบางรายยังอาจมีอาการสมองเสื่อมหรือบางรายอาจเกิดมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีกเช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นต้น
วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560
บิม100 สร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 088 82...
บิม100 สร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/90
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration)
เป็นโรคร้ายทางดวงตาพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุ สูญเสีย การมองเห็นอย่างถาวร
โรคจอประสาทตาเสื่อมมีอาการอย่างไร?
มองภาพตรงกลางไม่ชัดเจน มีอาการพร่ามัวมองไม่ชัดเจน หรืออาจะมองเห็นภาพบิดเบี้ยวตรงกลางภาพ
สาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม
- มีหลายสาเหตุที่พบว่าทำให้เกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้ อย่างเช่น ผู้ที่มีอาการสายตาสั้นมากๆ หรือเกิดจากการติดเชื้อบางอย่าง แต่สาเหตุหลักๆมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุของผู้ป่วยเป็นหลัก
- ส่วนสาเหตุอีกอย่างนึงสำหรับโรคนี้คือ กลุ่มคนที่ สูบบุหรี่เป็นประจำ ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองโดยไม่ได้รับประทานฮอร์โมนทดแทน
โรคจอประสาทตาเสื่อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้
1. แบบแห้ง (Dry AMD) พบมากที่สุด เกิดขึ้นจากการเสื่อมสลายและบางลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอประสาทตา (Macula) จะทำให้การมองเห็นค่อย ๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้า ๆ
2. แบบเปียก (Wet AMD) พบปประมาณ 10-15% จากโรคจอประสาทตาเสื่อมของทั้งหมด มีลักษณะการสูญเสียที่รวดเร็ว เป็นสาเหตุอันทำให้เกิดโรคตาบอดตามมา จอประสาทตาเสื่อมนั้นเกิดจากการที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตาร่วมถึงผนังชั้นพี่เลี้ยงมีการรั่วซึมของเลือดและสารเหลวจากเส้นเลือดเหล่านี้ ทำให้จุดศูนย์กลางรับภาพบวม ซึ่งผู้ป่วยจะมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยวและตาอาจจะบอดลงในที่สุดเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย
การรักษาจอประสาทตา
ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้การดูแลรักษาหรือหาผลิตภัณฑ์เสริมบำรุงดวงตาเพื่อหยุดหรือชะลอการดำเนินโรคให้จอประสาทตามีการเสื่อมเสียช้าที่สุด
แนวทางการป้องกัน
- งดสูบบุหรี่
- ตรวจเช็คสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม
- เลือกกินอาหารที่มีสารต้าน อนุมูลอิสระ (antioxidant) ได้แก่ ผักผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลดวงตาโดยเฉพาะ ขนาดของสารทดแทนที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน คือ
-วิตามิน C 500 mg
-วิตามิน E 400 IU
-Beta carotene 15 mg (ประมาณ 25,000 IU)
-Zinc 80 mg ของ Zinc oxide Copper 2 mg ของ Copper oxide(เนื่องจากคนที่รับประทาน Zinc ในขนาดสูง จะมีการขาด Copper ได้)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






