แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BIM100 สีเขียว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BIM100 สีเขียว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560

BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 094 709 4444




BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นตรงจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ส่วนใหญ่จะพบมากในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือในพันธุกรรม จอประสาทตาเป็นส่วนที่อยู่บริเวณหลังสุดของตา เมื่อใช้สายตามองไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสงที่กระทบสิ่งของจะส่งผ่านเข้าไปในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง ซึ่งบริเวณจอประสาทตาจะมีส่วนที่ไวที่สุดของจอประสาทตาคือ แมคูลา ลูเตีย ที่ประกอบไปด้วยเซลล์รับแสงนับล้าน ที่ช่วยในการมองภาพได้คมชัดยิ่งขึ้น



แต่ในผู้ที่เป็นจอประสาทตาเสื่อม จะโดนทำลายตัวแมคูลา ลูเตียไปทีละน้อย จะค่อย ๆ ลุกลามอย่างช้า ๆ จนอาจจะมีผลทำให้ตาบอดไปในที่สุด ทั้งนี้อาจจะบอดแค่ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โรคนี้มักเป็นสาเหตุหลักของการตาบอดในผู้สูงอายุ


โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้จะเกิดการสลายตัวของเซลล์ไวแสง ที่จะมีการเสื่อมสลาย หรือบางลงของจุดรับภาพ ซึ่งจะเป็นการเสื่อมไปตามอายุ ความสามารถในการมองเห็นก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ











จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่มีปัญหาเรื่องของการเกิดความเสียหายที่รวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอด ซึ่งเกิดจากมีเส้นเลือดงอกออกมาอยู่ใต้จอประสาทตาแบบผิดปกติ ทำให้จุดกลางรับภาพเกิดการบวมจึงเป็นเหตุทำให้มองภาพเห็นเป็นภาพที่บิดเบี้ยว จนภาพที่เห็นจะมืดลงและดับไปในที่สุด

ความเสี่ยงที่ก่อเกิดจอประสาทตาเสื่อม

ปัจจัยหลัก ๆ จะอยู่ที่อายุที่มากขึ้น มักพบผู้ป่วยโรคนี้มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่

การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างเห็นได้ชัด

ความดันสูง มักพบโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของคลอเรสเตอร์รอลในเลือดสูง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นที่เร็วกว่าผู้ป่วยรายอื่น ๆ

การเผชิญกับแดดมากจนเกินไป หรือการออกแดดในเวลาที่แดดร้อนจัดโดยไม่มีการใส่แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานป้องกัน

อาจจะเกิดจากพันธุกรรม โดยจะมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคสายตรงไปสู่ญาติพี่น้อง ดังนั้นคนในครอบครัวของผู้ที่เป็นควรจะต้องไปตรวจเช็คสายตาทุก 2 ปี

โรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย และมักจะเกิดกับคนผิวขาวโดยส่วนใหญ่

ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมนก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

BIM100 น้ำมังคุด สาเหตุโรคกรดไหลย้อน ซีสต์ที่หน้าอก โทร 088 826 4444





BIM100 น้ำมังคุด สาเหตุโรคกรดไหลย้อน ซีสต์ที่หน้าอก

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน



กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน



มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย



สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา



โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้



สาเหตุที่ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารหย่อนสมรรถภาพนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด











กรดไหลย้อนเกิดจาก


โรคกรดไหลย้อน



สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

มีปริมาณกรดค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ เนื่องจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดปกติ เช่น มีน้ำลายน้อย หรือการบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ (ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ)

กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากอายุที่สูงมากขึ้น (เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง), จากการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยาทางจิตประสาท), จากการได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว (เช่น แอลกอฮอล์, สะระแหน่) จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร

การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร เช่น อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, โรคอ้วน, การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย, การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน (เช่น อาหารมัน) เป็นต้น

มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยและนานขึ้น เช่น การมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่, การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น, กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น, กระเพาะมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น


วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย BIM100 น้ำมังคุด แนวทางป้องกันโรคมะเร็ง โทร 094...





สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย BIM100 น้ำมังคุด แนวทางป้องกันโรคมะเร็ง

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคมะเร็ง คืออะไร





มะเร็ง คือ กลุ่มของโรค ที่เกิดจากการที่เซลล์แบ่งตัวอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะที่ DNA หรือสารพันธุกรรมส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต และมีการแบ่งตัว เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์รวดเร็ว และมากกว่าปกติ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม และไม่อยู่ในการควบคุมของร่างกาย อีกทั้งยังเติบโตรุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียง  หรืออาจจะแพร่กระจายไปยังที่อื่นๆ ได้อีกด้วย ในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้าเซลล์พวกนี้ เกิดอยู่ในอวัยวะใด ก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น เราอาจจะพูดได้ว่า มะเร็ง ก็คือ “เนื้อร้าย” ซึ่งต่างจาก “เนื้องอก” ดังนั้น มะเร็งทั้งหมด ยกเว้นมะเร็งเม็ดเลือดขาว จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อร้าย





มะเร็งกำเนิดขึ้นมาจากเซลล์ของร่างกาย ที่สามารถแบ่งเซลล์ ได้วิวัฒนาการจนไม่สามารถควบคุมได้ มิหนำซ้ำมันยังมีกระบวนการวิวัฒนาการ โดยเปลี่ยนแปลงโครโมโซมนั้นๆ ทำให้ผลิตเอนไซม์มาสร้างทีโลเมีย ในเซลล์อย่างไม่หมดสิ้น ทำให้เซลล์ไม่สามารถหยุดแบ่งเซลล์ได้ จนทำให้เติบโต โดยไม่สามารถควบคุมหยุดยั้งได้





มะเร็งก้อนเดียวกันในคนๆ เดียวกัน ก็ยังมีอัตราการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน มะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเป็น





เมื่อร่างกายมีเนื้อร้ายที่มีการเจริญเติบโต อยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดเป็นก้อน หรือเป็นแผลมะเร็งขนาดใหญ่ ลักษณะการโตของก้อนมะเร็ง จะเป็นแบบแทรกซ้อน หรือมีส่วนยื่นเข้าไปในเนื้อเยื่อ ปกติโดยรอบเหมือนขาปู ดังนั้น สัญลักษณ์ของมะเร็ง จึงมักจะใช้รูปปูเป็นเครื่องหมายการแทรกซึมของเนื้อร้ายเช่นนี้ จะไปทำลายเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ลักษณะที่สำคัญของมะเร็งก็คือ เซลล์มะเร็งจากมะเร็งปฐมภูมิ (ขั้นแรก) สามารถจะแพร่กระจายไปได้ทั่วร่างกาย และไปเกิดขึ้นใหม่ เป็นมะเร็งทุติยภูมิ (ขั้นที่สอง) ตรงส่วนอื่นของร่างกายที่อยู่ห่างไกลออกไปได้อีกด้วย





มะเร็งแต่ละชนิด จะมีความรุนแรงแตกต่างกัน อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างมะเร็งนั้นๆ กับตัวผู้ป่วย โดยตรงเองอีกด้วย มะเร็งก้อนเดียวกันในคนๆ เดียวกัน ก็ยังมีอัตราการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน มะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเป็น เช่น มะเร็งปอด เป็นต้น นอกจากนี้ มะเร็งแต่ละชนิดก็มักจะแพร่กระจายไปเฉพาะอวัยวะบางอวัยวะเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม มักจะแพร่กระจายไปที่กระดูก หรือตับมากกว่าอวัยวะอื่นๆ เป็นต้น





ในทางการแพทย์ จะแบ่งความรุนแรงของมะเร็งตามการจำแนกลักษณะของเซลล์มะเร็ง เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ออกเป็น 4 ขั้น นั่นก็คือ ตั้งแต่ขั้นที่มีการจำแนกลักษณะของเซลล์ชัดเจน ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงน้อย จนกระทั่งถึงขั้นที่ 4 โดยในขั้นนี้ เซลล์จะไม่มีการจำแนกลักษณะเลย ซึ่งมีความรุนแรงมาก


วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน โทร 094 709 4444





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคมะเร็ง (Basic knowledge of cancer)



"มะเร็ง โรคร้ายที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก"



ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคมะเร็ง (Basic knowledge of cancer)





หลายปีที่ผ่านมามีข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญในสังคมอยู่เป็นระยะ โดยสาเหตุหนึ่งที่นับวันเราจะได้ยินบ่อยและดูใกล้ตัวมากนั่นคือโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมามากกว่าสิบปี ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคมะเร็งก็มีอาการผิดปกติปรากฏขึ้นแล้ว



กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้เป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 คน ซึ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นประเภทที่คร่าชีวิตผู้ป่วยเพศชายมากที่สุด (16.2%) และในเพศหญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากที่สุด (37.5%)



ในความเป็นจริงแล้วมะเร็งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากมีการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันการตรวจสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ใช้เวลาไม่นาน แต่ผลที่ได้ช่วยให้เราติดตามสุขภาพของตัวเองอย่างใกล้ชิด คุ้มค่ากับเวลาเพียงเล็กน้อยที่เสียไป

"สุขภาพดี เริ่มที่ตัวเราเอง"






มะเร็ง คืออะไร



ความรู้ทางการแพทย์

มะเร็งเป็นโรคที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และจะพบได้สูงในผู้ป่วยที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป



"มะเร็ง" หรือทางการแพทย์เรียกว่า "เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย" เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของเซลล์ที่มีความผิดปกติ คือ เซลล์จะแบ่งตัวและเจริญอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อเป็นเนื้อร้าย และรุกรานไปยังอวัยวะส่วนข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อยู่ห่างไกล ผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือด







เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงต่างจากมะเร็ง (เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย) อย่างไร



ความรู้ทางการแพทย์

ไม่ใช่ว่าเนื้องอกทุกชนิดจะต้องเป็นมะเร็ง "เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง" (Benign tumor) เป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง เพราะเซลล์ของเนื้องอกชนิดนี้จะแบ่งตัวช้า และไม่ค่อยมีการแทรกตัวเข้าไประหว่างเซลล์ปกติ ไม่ค่อยมีการทำลายเซลล์ปกติใกล้เคียง และไม่สามารถแทรกตัวทะลุเข้าไปในหลอดน้ำเหลืองและหลอดเลือดได้ จึงทำให้ไม่มีโอกาสที่เซลล์เนื้องอกจะแพร่กระจายไปเติบโตเป็นก้อนเนื้อที่อวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ไกลออกไปได้ เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงสามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้







ป้องกันมะเร็งได้อย่างไร



ความรู้ทางการแพทย์

ผลการวิจัยจากทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าโรคมะเร็งร้อยละ 60 สามารถป้องกันได้ โดยการ:



-ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี

-ตรวจเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม

-ฉีดวัคซีนป้องกันในมะเร็งบางประเภท

-ไม่สูบบุหรี่หรือยาเส้น

-ไม่ดื่มสุรา

-ไม่สำส่อนทางเพศ

-ปกป้องตัวเองจากแสงแดดจัด

-รับประทานอาหารที่ช่วยต้านมะเร็ง

-ผักและผลไม้บางประเภท ที่มีสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์ที่ก่อมะเร็ง เช่น คะน้า บร็อกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ กระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ผักโขม แครอท แอปเปิล ส้ม บีทรูท เห็ดหลินจือ

-ธัญพืช ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกจึงลดการเกิดโรคมะเร็งได้ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลี ลูกเดือย งาดำ

-ดื่มน้ำสะอาดที่มีอุณหภูมิปกติไม่ร้อนหรือเย็น ให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยทำความสะอาดและขจัดสารพิษสิ่งสกปรกออกจากเซลล์ในร่างกาย

-ชาเขียว ที่ประกอบด้วยสารคาเทชินและสารเคมีอีกหลายชนิด ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในระดับสูง จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมถึงลดการเติบโตของมะเร็งได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

-รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารจากพืชมากขึ้นทั้งผักและ-----ผลไม้ เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการขัดสีให้มากขึ้น

ไม่รับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น อาหารปิ้งย่างและรมควัน

-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

BIM100น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ให้อาการดีขึ้น โ...




BIM100น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ให้อาการดียิ่งขึ้น

โทร 089-071-8889 ,094-435-0404 อานนท์

http://www.bim100foryou.com

LINE ID : @Jumbolife



โรคเบาหวาน diabetes

โรคเบาหวาน มีต้นเหตุจากความแปลกของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่พอ อันมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน เบาหวานจะมีลักษณะเกิดขึ้นเพราะว่าการที่ร่างกายไม่อาจจะใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะควร ซึ่งโดยธรรมดาน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้อำนาจบังคับของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งคนที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่อาจจะนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น ในระยะยาวจะส่งผลสำหรับเพื่อการทำลายเส้นโลหิต ถ้าเกิดมิได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะควร บางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาพการณ์เข้าแทรกที่ร้ายแรงได้

โรคเบาหวานนี้เทียบได้อย่างไม่ยากเย็นโดยเปรียบเทียบร่างกายพวกเราเป็นระบบปั๊มน้ำ รวมทั้งน้ำในระบบก็คือเลือดของพวกเราโดยทั่วไปแล้วปั๊มน้ำก็จะดำเนินงานอย่างธรรมดา แต่ว่าเมื่อมีการทำให้น้ำในระบบกำเนิดความข้นขึ้น(ก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำ) น้ำในระบบก็จะมีความหนืดขึ้น ปั๊ม(หัวใจ)ก็ต้องทำงานมากขึ้น ท่อน้ำ(เส้นเลือด)ก็จำเป็นต้องรับแรงกดดันที่มากขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็จะได้โอกาสกำเนิดโรคแทรกกับอวัยวะต่างๆมากขึ้นได้

ปี 2550 เจอคนไข้โรคเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานทั้งโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เป็นกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีกระทั่งมีการกำหนดให้วันที่ 14 พฤษจิกายน ของทุกปีเป็นวันโรคเบาหวานโลกเพื่อมีการรณรงค์คุ้มครองให้เป็นที่แพร่หลายขึ้น

อินซูลิน กับ โรคเบาหวาน

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ทำขึ้นโดยกรุ๊ปเซลล์ข้างในตับอ่อน มีบทบาทสำหรับในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เยื่อต่างๆทั่วร่างกายเพื่อใช้สำหรับในการสร้างพลังงานแล้วก็สร้างเซลล์ต่างๆโดยทั่วไปแล้วเมื่อมีน้ำตาลไปสู่กระแสโลหิตตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง อินซูลิน แล้วอินซูลินก็จะเข้าจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย แม้กระนั้นในคนป่วยที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ซึ่งร่างกายมี อินซูลิน ไม่พอก็จะก่อให้มีน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น




จำพวกของ โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน สามารถแบ่งออกได้เป็น2จำพวก อย่างเช่น

เบาหวานประเภทที่ 1 มีต้นเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ ซึ่งสร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อนทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน หรือสร้างได้น้อยมาก ตามที่เรียกว่า โรคภูมิคุ้มกันตนเอง หรือ ออโตอิมมูน(autoimmune) เพราะฉะนั้นคนป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 1 ก็เลยจำต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว และก็หากเป็นร้ายแรง จะมีการคั่งของสารคีโตน(ketones) สารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาททำให้สลบจนตายได้

เบาหวานประเภทที่ 2 เป็น โรคเบาหวาน ที่พบเจอกันเป็นส่วนมาก ต้นเหตุที่จริงจริงนั้นยังไม่เคยทราบแน่ชัด แม้กระนั้นมีส่วนเกี่ยวกับ กรรมพันธุ์ นอกเหนือจากนี้ ยังมีความเกี่ยวพันกับสภาวะ น้ำหนักตัวมากมาย และก็ขาดการบริหารร่างกาย มีลูกดก ทั้งวัยที่มากขึ้น เซลล์ของคนป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแม้กระนั้นปฏิบัติงานไม่ปกติ เนื่องด้วยมีสภาวะซุกซนต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินเบาๆถูกทำลายไป บางบุคคลเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่ได้คาดคิด โดยบางทีก็อาจจะใช้ยาสำหรับการกิน แล้วก็บางรายจะต้องใช้อินซูลินจำพวกฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด

นอกจากนั้น โรคเบาหวาน ยังมีเหตุที่เกิดจากการใช้ยาด้วย เป็นต้นว่า สเตอรอยด์ ยาขับเยี่ยว ยาเม็ดคุมกำเนิด



อาการพื้นฐานของ โรคเบาหวาน

ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีลักษณะพื้นฐานเป็น

ปวดฉี่บ่อย ครั้งขึ้น ด้วยเหตุว่าในกระแสเลือดและก็อวัยวะต่างๆมีน้ำตาลค้างอยู่มากมาย ไตก็เลยทำกรองออกมาในฉี่ ทำให้ฉี่หวาน สังเกตุจากการที่มีมดมาตอมฉี่ ก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียก เบาหวาน


ปัสสาวะกลางคืนบ่อยมากขึ้น


กระหายน้ำ และดื่มน้ำในจำนวนมากๆต่อครั้ง


เมื่อยล้า เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง


ไม่อยากกินอาหาร


น้ำหนักตัวลดโดยไม่รู้ต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าน้ำหนักเคยมากมายมาก่อน สาเหตุจากร่างกายไม่สามารถที่จะนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานได้สุดกำลังก็เลยจำเป็นต้องนำไขมันและก็โปรตีนจากกล้ามมาใช้ตอบแทน


ติดโรคบ่อยมากกว่าธรรมดา ยกตัวอย่างเช่นติดโรคทางผิวหนังแล้วก็กระเพาะ สังเกตุได้จากเมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายยาก


สายตาพร่าเลือนดูไม่กระจ่าง


อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก เนื่องจากโรคเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมความสามารถลงความรู้ความเข้าใจสำหรับการรับทราบความรู้สึกก็เลยลดน้อยลง
อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีลักษณะโรคหัวใจ และก็โรคไต

BIM100 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด ข้อเข่าอักเสบ โทร 090 435 0404





BIM100 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด ข้อเข่าอักเสบ

โทร 089-071-8889 ,094-435-0404 อานนท์

http://www.bim100foryou.com

LINE ID : @Jumbolife


ความดันโลหิตสูง

สภาวะความดันโลหิตสูง เจอได้ราว 10% ของพลเมืองทั่วทั้งโลก เป็นภาวการณ์เรื้อรังที่พบได้มากในคนไทยและก็สามารถตรวจเจอได้ด้วยแนวทางง่ายๆ

เช่นไรก็เลยจะเรียกว่าความดันเลือดสูง



โดยทั่วไปคนที่อายุไม่ถึง 40 ปี ความดันเลือดไม่สมควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ค่าความดันตัวบนบางครั้งอาจจะมากขึ้นตามอายุ จะรู้ค่าความดันเลือดตัวบนธรรมดาของแต่ละอายุได้ โดยนำจำนวนอายุมาบวกกับ 100 โดยธรรมดาความดันตัวบนไม่สมควรเกิน 160 มม.ปรอท รวมทั้งความดันตัวข้างล่าง (ในผู้ใหญ่) ไม่อายุเท่าไรก็ตามไม่สมควรเกิน 90 มม.ปรอท

คนที่มีความดันเลือดสูงจะมีลักษณะยังไง



อาการสำคัญที่เจอในคนที่มีความดันโลหิตสูง เป็น

ปวดหัว มึนงง โดยปกติจะปวดรอบๆกำดัน แล้วก็ชอบเป็นในตอนเช้า ถ้าหากความดันเลือดสูงมากมายรวมทั้งมากขึ้นอย่างเร็วจะมีอาการอาเจียน รวมทั้งตามัวร่วมด้วย ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เป็นต้นว่า

อ่อนล้าง่าย เนื่องจากหัวใจต้องทำงาน

เลือดกำเดาออก

ผู้ใดบ้างที่ได้โอกาสเป็นความดันโลหิตสูง



คนที่มีความดันโลหิตสูงชอบเป็นผู้ที่

บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือเบาหวานมาก่อน

เส้นโลหิตใหญ่ตีบ ตัวอย่างเช่น เส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องหรือเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงไตตีบ หากเป็นระยะแรกๆในคนหนุ่มสาวจะแก้ไขได้โดยการทำผ่าตัด

มีเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต แก้ไขโดยการทำผ่าตัด

โรคท้องเป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดรวมกับการมีท้อง ความดันโลหิตจะต่ำลงภายหลังคลอด

โรคไต ดังเช่น ไตอักเสบ หรือโรคไตเรื้อรังบางประเภท

ใช้ยาคุมในสตรีบางบุคคล ความดันเลือดจะหลับปกติเมื่อหยุดยา

มีความตึงเครียด ตื่นตระหนก

ถ้าหากสงสัยว่าความดันเลือดเปลี่ยนไปจากปกติควรจะทำยังไง



ถ้าหากสงสัยว่าความดันเลือดจะผิดปกติ ควรจะได้รับการประมาณความดันเลือดจากหมอหรือพยาบาล เป็นกรรมวิธีการตรวจง่ายๆท่านก็จะรู้ความดันเลือดของท่าน หากวัดคราวแรกสูงยิ่งกว่า 160/95 มม.ปรอท ควรจะนอนพัก 5-10 นาทีแล้ววัดใหม่ ถ้วยังสูงเหมือนเดิม น่าจะจำต้องวัดซ้ำในระยะ 2-3 อาทิตย์ ถ้าเกิดยังสูงอยู่ถือว่าเป็นมีสภาวะความดันเลือดสูง ซึ่งน่าจะได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปความดันเลือดจะไม่คงเดิมขึ้นกับลักษณะอากาศ อารมณ์แล้วก็สภาพแวดล้อมด้วย

จะกระทำตัวเช่นไรเมื่อมีความดันเลือดสูง เมื่อตรวจเจอว่าเป็นความดันเลือดสูง ควรจะได้รับการดูแลรักษาจากหมอ และก็กระทำตัวอย่างสม่ำเสมอ ดังต่อไปนี้

งดเว้นของกินที่มีรสเค็ม เป็นต้นว่า ไข่เค็ม กะปิ เต้าเจี้ยว หมูเค็ม อื่นๆอีกมากมาย ของกินที่กินควรจะปรุงด้วยเกลือหรือน้ำปลายต่ำที่สุด

ลดของกินมันทุกประเภท รวมทั้งหลบหลีกไขมันสัตว์ ตัวอย่างเช่น ขาหมู หมู 3 ชั้น อาหารพวกที่ทำมาจากการทอดหรือผัดของกินที่ปรุงด้วยน้ำกะทิ ใช้น้ำมันพืชสำหรับในการทำอาหารควรจะกินไข่ไม่เกิยอาทิตย์ละ 3 ฟอง เลี่ยงของกินชนิดแป้งรวมทั้งน้ำตาย ดังเช่นว่า ข้าว ก๊วยเตี๋ยว เกี่ยมอี๋ วุ้นเส้น เผือก มัน อาหารหวาน แล้วก็ผลไม้ที่มีรสหวาน อาทิเช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นย่าง

งดเว้นยาสูบ รวมทั้งสุรา

ทำจิตใจให้สบายไม่เครียดและก็วิตก เลี่ยงสิ่งที่จะทำให้อารมณ์บูด รำคาญ โกรธ ตื่นเต้น

บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอโดยการเดิน วิ่งขี่รถจักรยาน โดยเริ่มทีละเล็กละน้อยแล้วก็เบาๆมากขึ้นจนกระทั่ง 30-45 นาทีต่อวัน การบริหารร่างกายจะช่วยทำให้จิตใจบรรเทาจากความเคร่งเครียดและก็ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือด แม้กระนั้นไม่สมควรบริหารร่างกายจำพวกที่จำต้องออกแรงเอาแต่ใจ กลั้นลมหายใจหรือแบ่ง ดังเช่นว่า การชักเย่อ กีฬายกน้ำหนักวิดน้ำ ฯลฯ

สตรีที่มีความดันเลือดสูงจากยาคุมควรจะหยุดยา ขอคำแนะนำหมอแล้วก็พยาบาลเพื่อหาวิธีการคุมกำเนิดที่สมควร

กินยาจากที่หมอและก็พยาบาลเสนอแนะและก็มาตรวจตามนัดหมาย ยาที่ใช้สำหรับการรักษาสภาวะความดันเลือดสูง เช่น

กรัม ยาระงับประสาท เพื่อลดความเคร่งเครียดรวมทั้งความรู้สึกไม่สบายใจ วันหลังกินยาบางทีก็อาจจะรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน ก็เลยไม่สมควรขับขี่รถหรือดำเนินงานที่เสี่ยงกับการที่จะเกิดอันตราย

ข. ยาขับฉี่ เพื่อลดปริมาณน้ำและก็เกลือภายในร่างกาย คนที่กินยาจะเยี่ยวหลายครั้งขึ้น และก็อาจมีอาการเหน็ดเหนื่อย ท้องเฟ้อ หน้ามืด หน้ามืด หรือเป็นตะคิว ด้วยเหตุว่ามีการขับเกลือแร่ออกไปทางฉี่ ก็เลยจำต้องกินเกลือแร่ตอบแทน หรือกินผลไม้ที่มีเกลือแร่เสมอๆ เป็นต้นว่า สม กล้วย ฯลฯ

ค. ยาลดระดับความดันเลือด วันหลังกินยาหากพิจารณาพบว่ามีลักษณะอาการหน้ามืด หน้ามืด อาจเกิดขึ้นจากความดันเลือดลดลดน้อยลงมากจนเกินไป ถ้าหากมีลักษณะดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นควรจะหารือหมอ เพื่อปรับปริมาณยาให้สมควร

จะกำเนิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดมีความดันเลือดสูงแล้วไม่รักษาหรือรักษาแล้วก็ประพฤติไม่บ่อยนัก



คนที่มีความดันเลือดสูงแล้วไม่รักษา หรือรักษารวมทั้งกระทำตัวไม่บ่อยนัก บางทีอาจเกิดภาวะความดันเลือดสูงรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากค่าความดันเลือดตัวข้างล่างสูงเกิน 130 มม.ปรอท จะเกิดภาวะสอดแทรกดังต่อไปนี้

สายตาเสื่อมลงอย่างเร็ว หรือตาบอด เส้นโลหิตในตาบางทีอาจลีบหรือแตกมีการแท้งลูกในตาหรือบวมในชั้นตาที่รับภาพ

อาการทางสมอง เส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตก มีลักษณะอาการปวดหัวอย่างหนัก บางทีอาจชักไหมรู้ตัว รวมทั้งบางทีอาจกำเนิดอัมพาตหากรักษาไม่ทัน

หัวใจล้มเหลว จากการที่กล้ามเนื้อหัวใจจะต้องทำงานมากขึ้น ก็เลยทำให้หัวใจโต กำเนิดอาการอ่อนล้า หอบหายใจติดขัด โดยยิ่งไปกว่านั้นทางช่วงเวลากลางคืน รวมทั้งสภาวะความดันเลือดสูงทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแคบ ส่งผลให้กล้ามขาดเลือดจนถึงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ไตพิการ หรือไตอักเสบ กำเนิดอาการบวม

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

BIM100 ข้อเข่าเสื่อม ความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง จากความเครียด โท...




BIM100 ข้อเข่าเสื่อม ความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง จากความเครียด

โทร 089-071-8889 ,094-435-0404 อานนท์

http://www.bim100forlife.com

LINE ID : @Jumbolife


ความดันโลหิต ความดันเลือด (Blood pressure)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์

วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์

ความดันโลหิต

ความดันโลหิต หรือ ความดันเลือด (Blood pressure) คือ ความดันในหลอดเลือดเมื่อหัว ใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pres sure) และเมื่อหัวใจพักคลายตัว ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pres sure) ดังนั้น การรายงานผลความดันโลหิต จึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ โดยจะบันทึกความดันซีสโตลิกเป็นตัวแรก หรือ ตัวบน ส่วนความดันไดแอสโตลิกจะบันทึกเป็นตัวตาม หรือ ตัวล่าง เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 หมายความว่า ความดันซีสโตลิค คือ 120 ส่วนความดันไดแอสโตลิค คือ 80

หน่วยวัดความดันโลหิต คือ มิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท) ทั้งนี้เพราะเครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้ในระยะแรกก่อนมีเครื่องชนิดอัตโนมัติ (Automatic blood pressure monitor) วัดจากความดันเลือดที่สามารถดันสารปรอทให้เคลื่อนที่ได้สูงกี่มิลลิเมตร

การวัดความดันโลหิต โดยทั่วไปวัดที่แขน วัดได้ทั้งแขนซ้ายหรือแขนขวา ซึ่งให้ค่าความดันโลหิตได้เท่ากัน ยกเว้น เมื่อมีโรคของหลอดเลือดแขนตีบ (พบได้น้อยมากๆ) ทั้งนี้การวัดความดันฯ วัดได้ทั้งในท่านอนหงายหรือท่านั่ง และควรพักอย่างน้อย 5 - 10 นาทีก่อนวัดความดันฯ เพราะการออกแรงจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น



ในภาวะทั่วไปที่ไม่ใช่โรคความดันโลหิตสูง แต่สามารถส่งผลให้ความดันฯสูงขึ้นได้ ที่พบบ่อย คือ การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหว อาการไข้ ยาบางชนิด เช่น ยาไทรอยด์ฮอร์โมน(เช่น Levothyroxine) อารมณ์/จิตใจ (เครียด โกรธ กังวล) กินอาหารเค็ม นอกจากนั้น คือ ช่วงกลางวันความดันฯจะสูงกว่าช่วงนอนพักและช่วงกลางคืน และผู้ใหญ่ความดันฯจะสูงกว่าเด็ก

ความดันโลหิตจัดเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพที่สำคัญ (ความดันโลหิต อัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิของร่างกาย) ซึ่งสามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่างๆได้ โดยเฉพาะเป็นความ สำคัญเบื้องต้นที่บอกถึง โรคความดันโลหิตสูง การทำงานของหัวใจ และโรคหัวใจ

นอกจากนั้น ทุกๆคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว อาจเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18 หรือ 20 ปี ควรมีการตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง และเมื่อพบเริ่มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง แพทย์ พยาบาลจะได้แนะนำการดูแลตนเองหรือวินิจฉัยหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เพื่อการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเพื่อรัก ษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านั้นแต่เนิ่นๆ เพื่อผลการรักษาควบคุมโรคได้ดี กว่าเมื่อตรวจพบหลังจากมีอาการผิดปกติแล้ว

-ความดันโลหิตปกติ คือ 90 - 119 / 60 - 79 มม.ปรอท

ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ 120 - 139 / 80 - 89 มม.ปรอทโรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 - 159 / 90 - 99 มม.ปรอทโรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง ตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไปโรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/ 110 มม.ปรอทเป็นต้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจล้มเหลว สมองสูญเสียการทำงาน และ/หรือไตล้มเหลวโรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต (ตาย) ได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

อนึ่ง ความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวขึ้นสูงกว่าปกติ ทั้งนี้เมื่อวัดความดันฯผิดปกติ ให้วัดซ้ำอีกครั้ง ห่างกันประมาณ 5 นาทีหลังพักประมาณ 5 - 10 นาที ถ้าค่าการวัดยังผิดปกติ จึงจะถือว่าความดันฯผิดปกติจริง

BIM100 ความดันโลหิตสูง นิ้วล็อค เนื้องอกที่หน้าอก เริ่มแลสุขภาพก่อนสายไ...




BIM100  ความดันโลหิตสูง นิ้วล็อค เนื้องอกที่หน้าอก เริ่มแลสุขภาพก่อนสายไป

โทร 089-071-8889 ,094-435-0404 อานนท์

http://www.bim100forlife.com

LINE ID : @Jumbolife


 โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นหนึ่งในโรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ตัวว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่หากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ไปนาน ๆ อาจนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย วันนี้ กระปุกดอทคอม มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ โรคความดันโลหิตสูง มาบอกเพื่อเป็นความรู้กันค่ะ

อย่างไรจึงเรียกว่า โรคความดันโลหิตสูง



          โดยปกติทุกคนจะมีความดันโลหิตที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งอัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ทั้งนี้โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท แต่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า หากใครมีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง



          อย่างไรก็ตาม ความดันโลหิตของคนไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น หากวัดความดันโลหิตในท่านอนจะมีค่าสูงกว่าท่ายืน รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด อายุ เพศ ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุให้ระดับความดันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา



          ทั้งนี้ โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน แต่คนกว่า 70% มักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่เมื่อเริ่มมีอาการแล้วจึงเริ่มใส่ใจรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจไม่ทันท่วงที



โรคความดันโลหิตสูง นำไปสู่โรคร้ายอะไร



          ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ซึ่งนำมาสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

ระดับความรุนแรงของ โรคความดันโลหิตสูง

ความรุนแรงของ โรคความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น 3 ระยะคือ


           ระดับที่ 1 ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิตระหว่าง 140-159/90-99 มม.ปรอท


           ระดับที่ 2 ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง ค่าความดันโลหิตระหว่าง 160-179/100-109 มม.ปรอท


           ระดับที่ 3 ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง ค่าความดันโลหิตมากกว่า 180/110 มม.ปรอท


          ทั้งนี้ การวัดความดันโลหิตควรจะวัดขณะนอนพัก และควรวัดซ้ำ 2-3 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความดันโลหิตสูงจริง ๆ



สาเหตุของ โรคความดันโลหิตสูง



          สาเหตุของการเป็นโรคความดันโลหิตสูงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่จะพบโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง เบาหวาน เป็นต้น



อาการของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง


          ปกติแล้วผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักไม่ปรากฎอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นจึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้