แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วุ้นตาเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วุ้นตาเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

บิม100 ปัญหาโรคตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม โทร 094 709 4444



**บิม100 ปัญหาโรคตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/473

โทร.  094-709-4444  ,  088-826-4444

ไลน์  :  @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร โรคจอ

ประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง


โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตาพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะตรงกลางภาพ โดยภาพด้านข้างจะยังเห็นได้ดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลาอะไร



โรคจอประสาทตาเสื่อมจะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมากผู้ป่วยจะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง



สาเหตุ ของโรคจอประสาทตาเสื่อม

มีหลายภาวะที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น คนที่มีสายตาสั้นมาก ๆ (Degenerative or Pathologic Myopia) หรือโรคติดเชื้อบางชนิด แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ จึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Aged related macular degeneration)  ได้แก่

-อายุ พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

-พันธุกรรม มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคกับญาติสายตรง ผู้เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี

-เชื้อชาติ/ เพศ พบอุบัติการของโรคมากที่สุดในคนผิวขาว (Caucasian) เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปี

-บุหรี่ มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างชัดเจน

-ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูง และระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว (Wet AMD)

-วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน Estrogen พบว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560

BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม โทร 094 709 4444






BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/90

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife




จอประสาทตาเสื่อม โรคยอดฮิตของสังคมยุคปัจจุบัน



ทุกวันนี้ โทรศัพท์มือถือ เปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ของคนเราเลยทีเดียว เราต่างเห็นคนก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์มือถือ จนเป็นภาพที่ชินตาไปแล้ว หรือแม้กระทั่งการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ของคนวัยเรียนและวัยทำงาน ที่ทำงานจนลืมเวลา ไม่ละสายตาไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ คนกลุ่มนี้มักมีอาการตาแห้ง ปวดตา มึนหัว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร



จอประสาทตาเสื่อม คืออะไร?

โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นในจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเวลากี่โมง  หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวไปจากเดิม





ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

ส่วนมาก โรคนี้มักพบในคนสูงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบัน แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เป็นตัวเร่งให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ยัง มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม เช่น อายุ การสูบบุหรี่ ม่านตาสีอ่อน (light iris coloration) แสงแดด การกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และกรรมพันธุ์ เป็นต้น



วิธีดูแลสุขภาพดวงตา

ควรมีระยะห่างระหว่างคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน กับสายตาเรา ประมาณ 50 เซนติเมตร

ไม่ควรให้แสงปะทะเข้าดวงตาโดยตรง

ปรับแสงคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนให้รู้สึกสบายตา

พักและบริหารดวงตาทุกๆ 30 นาที โดยสามารถบริหารกล้ามเนื้อตาง่าย ๆ ด้วยการ กลอกตาขึ้นสุด - ลงสุดอย่างช้า ๆ แล้วให้กลอกตาไปข้างขวาสุดและซ้ายสุดช้าๆ

รับประทานสารอาหารกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา

อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ก็สามารถช่วยลดดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ และสังกะสี

โอเมก้า-3 พบมากในปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาทูน่า ซาร์ดีน แซลมอน ซึ่งไขมันดีอย่างโอเมก้า-3 ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร โทร 088...







ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/90
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife


สาเหตุของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่

1. อายุ สามารถพบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป
2. พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี
3. เชื้อชาติและเพศ พบโรคนี้ได้มากในคนต่างชาติ ยุโรป, อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
4. การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
5. ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตและมีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)
6. วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูง
ในการเป็นโรคนี้

ชนิดของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

1. แบบแห้ง (Dry AMD)

เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular)
จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง คือ การมองเห็นภาพเบลอ
ทำให้มองเห็นหน้าคนไม่ชัดเจน เป็นผลให้จำหน้าบุคคลไม่ได้ หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือ
ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง
และเป็นไปอย่างช้าๆ








2. แบบเปียก (Wet AMD)

พบประมาณ 10 - 15 % ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเป็นสาเหตุ
สำคัญของอาการตาบอดในโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา
ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพ
ตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลาง
จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก คือ เริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็น
จุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ



ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม สามารถสังเกตความผิดปกติ
ด้วยตัวเองได้ โดยการใช้แผ่นทดสอบ "แอมส์เลอร์กริด" (Amsler Grid) โดยไม่ต้องถอดแว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ที่
ใส่อยู่ออก โดยนำแผ่นทดสอบไปติดบนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอในระดับสายตา ยืนห่างจากแผ่นภาพประมาณ 14 นิ้ว
ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้แล้วมองที่จุดสีดำตรงกลางแผ่นทดสอบด้วยตาข้างที่เปิดอยู่ ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับตาอีกข้าง หาก
มองเห็นลายเส้นตรงบนแผ่นทดสอบ มีลักษณะเป็นคลื่น หงิกงอ ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากที่มองเห็น
ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ จักษุแพทย์จะทำการตรวจโดยใช้กล้อง Slit Lamp Biomicroscope และตรวจ
พิเศษด้วยการฉีดสีเพื่อถ่ายภาพจอประสาทตา หรือเข้าเครื่องตรวจวิเคราะห์ภาพตัดขวางจอประสาทตา เพื่อดูลักษณะและ
ขอบเขตความผิดปกติที่เกิดขึ้น

การป้องกัน

1. ควรสวมแว่นตากันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสียูวีและหมวกปีกกว้างเวลาที่ออกมาเผชิญกับแสงแดด
2. รับประทานผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีส่วนประกอบของลูทีน (Lutein) เช่น ผักในตระกูลคะน้า หัวผักกาด
ผักขม บล๊อคโคลี่ เป็นต้น
3. งดการสูบบุหรี่
4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลสูง