BIM100 กระตุ้นเม็ดเลือดขาว ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/90
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
อาการของ
โรคจอประสาทเสื่อม
ตรงกลางของการมองจะมีอาการเบลอ นำไปสู่การยากที่จะระบุหน้าของผู้คนได้รวมไปถึงกิจกรรมเช่นการขับรถและอ่านหนังสือด้วย อาจมีการเห็นสีเพี้ยนและเส้นตรงมีความคดงอหรือเป็นคลื่นได้. อาการจอประสาทตาเสื่อมบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการแพ้แสงได้ โรคจอประสาทตาเสื่อมไม่ทำให้เกิดอาการตาบอดสนิท และปกติจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองตา
โรคจอประสาทตาเสื่อม โดยทั่วไปมีด้วยกัน 2 แบบ
ทั้งสองแบบนี้เกิดขึ้นที่บริเวณ Macula เป็นส่วนเล็กๆของ Retina ที่เริ่มมีการเสื่อมสภาพ
Dry AMD - เป็นแบบที่เจอได้บ่อยที่สุด มันเกิดขึ้นเมื่อเซลของmacula ถูกทำลายเนื่องจากการสะสมของเสีย การเสียการมองเห็นส่วนกลางอาจใช้เวลานาน ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
Wet AMD -อาการที่พัฒนามาจาก Dry AMD เกิดจากเส้นเลือดที่เกิดใหม่ผิดปกติภายใต้ Macula ที่มีเลือดออก อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทันที ในการที่จะรักษา Wet AMD นั้นต้องใช้ Anti-VEGF เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ โดยป้องกันการเกิดเส้นเลือดใหม่ในตา การรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดที่ผิดปกติ ปรึกษาคุณหมอหรือนักทัศนมาตรเพื่อแนะนำการรักษา และปรึกษาว่าเลนส์ตัวไหนสามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
วิธีการรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้งให้หายขาด ทำได้เพียงชะลอการเกิดโรคเท่านั้น
คือ การตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ รวมถึงควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเสื่อมของจุดศูนย์กลางการรับ
ภาพของจอประสาทตา ส่วนการรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ชนิดเปียก ทำได้โดย
1. การฉายแสงเลเซอร์ที่ทำให้เกิดความร้อนลงบนจอประสาทตา (Laser Photocoagulation)
เพื่อยับยั้งหรือชะลอเส้นเลือดผิดปกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตาได้ ส่วนของจอประสาทตาที่โดนแสง
เลเซอร์ชนิดนี้จะถูกความร้อนทำลายไปด้วย ทำให้เกิดจุดมืดดำอย่างถาวร การมองเห็นจะลดลงทันทีหลังการรักษา
ซึ่งการรักษาวิธีนี้ ใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของโรคอยู่ห่างจากศูนย์กลางจอประสาทตาพอสมควร
2. การฉายแสดงเลเซอร์ที่ไม่ทำให้เกิดความร้อนภายหลัง ร่วมกับการให้ยาเข้าทางเส้นเลือด
(Photodynamic Therapy : PDT) โดยจะให้ยาเข้าทางเส้นเลือดผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิต และจับกับเซลล์
ที่มีการแบ่งตัวที่ผนังหลอดเลือดที่ผิดปกติ
ใต้จอประสาทตา จากนั้นจึงฉายแสงไปช่วยกระตุ้นให้ยาทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ โดยไม่มีผลกระทบกับจอประสาทตา
บริเวณนั้น ซึ่งผู้ป่วยยังคงสามารถมองเห็นได้เหมือนก่อนการฉายแสงเลเซอร์ ในบางรายที่อาการของโรคยังไม่รุนแรง
การมองเห็นที่ลดลงก่อนการรักษาอาจกลับคืนมาใกล้เคียงกับปกติได้
3. การฉีดยากลุ่ม (Anti-Vascular Endothelial Growth Factor : Anti-VEGF)
เข้าไปในน้ำวุ้นตาเพื่อทำให้เส้นเลือดที่งอกผิดปกติฝ่อไป ต้องฉีดอย่างน้อย 3 ครั้ง ทุก 1 เดือน และอาจต้องฉีดทุก 2 - 3 เดือนในระยะต่อมา
4. การผ่าตัด ทำในกรณีที่มีเลือดออกใต้ศูนย์กลางรับภาพ โดยการฉีดยาเข้าไปเพื่อทำให้เลือดที่แข็งตัวละลาย และฉีดแก๊สเข้าไปรีดเลือดให้ขยับออกจากศูนย์กลางจอรับภาพ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น